248
ที่
พั
กอาศั
ยและการแสดงพื
้
นบ้
านดั
งที่
นํ
าเสนอข้
างต้
นอี
กลั
กษณะหนึ
่
งหมายถึ
ง อั
ตลั
กษณ์
ที่
เกิ
ด
จากบุ
คคลภายนอกสร้
างขึ
้
นจากการนํ
าวิ
ถี
คิ
ดภายใต้
วั
ฒนธรรมของตนเองไปให้
ค่
าหรื
อกํ
าหนด
วั
ฒนธรรมอื่
น เช่
นการเรี
ยกกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ชาวเลว่
า “ชาวนํ
้
า” เรี
ยกชาวจี
นว่
า “เจ๊
ก” เรี
ยกชาวมุ
สลิ
ม
ว่
า “แขก” หรื
อเรี
ยกชาวไทยแท้
ที่
ไม่
ได้
แต่
งงานข้
ามกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ว่
า “ไทยทึ
บ” เป็
นต้
น
หากพิ
จารณาถึ
งอั
ตลั
กษณ์
ของชาวเกาะลั
นตาทั
้
งสี่
กลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
จากประวั
ติ
ศาสตร์
ท้
องถิ่
น
ที่
ว่
าแต่
ละกลุ่
มต่
างอพยพย้
ายถิ่
นเข้
ามาตั
้
งถิ่
นฐานใหม่
ทั
้
งสิ
้
นจะสอดคล้
องกั
บตามทั
ศนะของฐิ
รวุ
ฒิ
เสนาคํ
า (2549 :41)ที่
มองว่
า“เป็
นอั
ตลั
กษณ์
ที่
ถู
กสร้
างจากปั
จจั
ยข้
ามพรมแดนข้
ามทวี
ปข้
ามวั
ฒนธรรม
นอกบริ
บทของรั
ฐชาติ
จึ
งมี
ลั
กษณะที่
ตั
ดต่
อใหม่
มี
การผสมผสานไม่
เป็
นหนึ
่
งเดี
ยวมี
การเลื่
อนไหล
โยงใยข้
ามพื
้
นที่
ทางภู
มิ
ศาสตร์
หลายแห่
ง”การนํ
ามาตั
ดต่
อใหม่
หรื
อสร้
างซํ
้
าดั
งกล่
าว จึ
งอาจจะไม่
เหมื
อนเดิ
มทั
้
งหมดหรื
อเมื่
อเวลาผ่
านไปอาจจะปรั
บเปลี่
ยนจนกระทั่
งแตกต่
างไปจากอั
ตลั
กษณ์
เดิ
ม
ที่
จากมาหรื
ออาจจะผสมผสานกั
บอั
ตลั
กษณ์
ของกลุ่
มชนอื่
นที่
เข้
ามาตั
้
งถิ่
นฐานร่
วมกั
นหรื
อหาก
วิ
เคราะห์
ในมุ
มมองของทฤษฎี
การพลั
ดพรากตามแนวคิ
ดของวรรณี
วิ
บู
ลย์
สวั
สดิ
์
แอนเดอร์
สั
นและลี
.
(Wanni W. and Lee. 2005 : 10-12) ที
่
อธิ
บายว่
า การอพยพจากถิ
่
นฐานดั
้
งเดิ
มไปตั
้
งถิ
่
นฐาน
ในดิ
นแดนใหม่
ส่
งผลให้
ผู
้
คนเหล่
านั
้
นต้
องพลั
ดพรากทางวั
ฒนธรรมพลั
ดพรากทางร่
างกายพลั
ดพราก
ทางจิ
ตใจและการพลั
ดพรากทางปั
ญญาแล้
วกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ที่
น่
าจะรู
้
สึ
กได้
ถึ
งการพลั
ดพรากมากที่
สุ
ด
คื
อชาวจี
น เนื่
องจากต้
องพลั
ดพรากจากทุ
กสิ่
งทุ
กอย่
างมาด้
วยระยะทางที่
ไกลมาก เมื่
อจากมาแล้
ว
ส่
วนใหญ่
จะไม่
มี
โอกาสหวนกั
บไปอี
กเลย ส่
วนชาวมุ
สลิ
มบางคนที่
หลี
กลี
้
หนี
ภั
ยมาอาจจะไม่
กลั
บไปอี
ก แต่
ยั
งมี
ญาติ
พี่
น้
องไปมาหาสู
่
กั
น ขณะที่
ชาวไทยที่
ย้
ายมารั
บราชการหรื
อมาค้
าขาย
มาแต่
งงานกั
บคนในท้
องถิ่
นยั
งมี
โอกาสกลั
บไปเยี่
ยมครอบครั
วญาติ
พี่
น้
อง เพื่
อนฝู
ง หรื
อย้
าย
กลั
บไปภู
มิ
ลํ
าเนาเดิ
มสํ
าหรั
บชาวเลน่
าจะเป็
นกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
ที่
มี
ความรู
้
สึ
กถึ
งการพลั
ดพรากน้
อยที่
สุ
ด
ไม่
ว่
าจะเป็
นการพลั
ดพรากทางวั
ฒนธรรมการพลั
ดพรากทางร่
างกายการพลั
ดพรากทางจิ
ตใจและ
การพลั
ดพรากทางปั
ญญา เพราะเป็
นกลุ่
มชนที่
เร่
ร่
อนไม่
ยึ
ดครองไม่
สะสมไม่
กั
กตุ
นถิ่
นที่
พั
กอาศั
ย
หลั
บนอนมาชั่
วชี
วิ
ตคื
อเรื
อซึ
่
งบรรทุ
กร่
างกาย จิ
ตวิ
ญญาณ วั
ฒนธรรมและภู
มิ
ปั
ญญาติ
ดตั
วขณะ
เดิ
นทางเร่
ร่
อนหากิ
นไปตามฝู
งปลาอี
กทั
้
งจากร่
องรอยหลั
กฐานที่
ปรากฏในบทเพลงลาจั
งซึ
่
งใช้
ขั
บ
ในพิ
ธี
ส่
งเรื
อและส่
งวิ
ญญาณบรรพบุ
รุ
ษกลั
บไปยั
งถิ่
นฐานเดิ
มบ่
งบอกว่
าน่
านนํ
้
าแถบเทื
อกเขา
“ฆู
นุ
งฌึ
รั
ย” เขตประเทศสหพั
นธรั
ฐมาเลเซี
ยคื
อแหล่
งที่
บรรพบุ
รุ
ษของพวกเขาอาศั
ยพั
กพิ
งครั
้
ง
ล่
าสุ
ด เมื่
อประมาณไม่
ตํ
่
ากว่
า 500-600ปี
มาแล้
วก่
อนที่
จะอพยพหลบลี
้
หนี
ภั
ยจากการสู
้
รบและการ
เกณฑ์
แรงงานไปสร้
างเมื
อง เร่
ร่
อนเรื่
อยมา จนกระทั
้
ง เข้
ามาทํ
ามาหากิ
นบริ
เวณน่
านนํ
้
าเกาะลั
นตา
เป็
นกลุ่
มชาติ
พั
นธุ
์
แรกแต่
เป็
นกลุ่
มสุ
ดท้
ายที่
ตั
ดสิ
นใจขึ
้
นมาตั
้
งถิ่
นฐานถาวรบนแผ่
นดิ
น