bk130 - page 48

- ๑๘ -
การเลื
อกเปิ
ดรั
บหรื
อเลื
อกสนใจ (selective exposure or selective attention) นี้
ผู้
รั
สารจะเลื
อกเปิ
ดรั
บข่
าวสารจากแหล่
งใดแหล่
งหนึ่
งตามความสนใจหรื
อตามทั
ศนคติ
เดิ
มของตนเอง
สอดคล้
องตรงตามทฤษฎี
ความไม่
ลงตั
วของความรู้
ความเข้
าใจ (Theory of cognitive dissonance)
ของ Festinger (๑๙๕๗, อ้
างใน ชานนท์
ศิ
ริ
ธร, ๒๕๕๔) ที่
อธิ
บายว่
าบุ
คคลจะแสวงหาข่
าวสารที่
สนั
บสนุ
นทั
ศนคติ
เดิ
มของตนเอง หรื
อข่
าวสารที่
สนั
บสนุ
นการตั
ดสิ
นใจของตนเอง (reinforcement
information) และหลี
กเลี่
ยงข่
าวสารที่
ขั
ดแย้
งกั
บทั
ศนคติ
หรื
อความรู้
นึ
กคิ
ดของตนเอง การรั
บข่
าวสาร
ที่
ไม่
สอดคล้
องกั
บทั
ศนคติ
เดิ
มจะทํ
าให้
เกิ
ดภาวะไม่
สมดุ
ลทางจิ
ตใจ เรี
ยกว่
า “Cognitive
dissonance” นอกจากปั
จจั
ยด้
านทั
ศนคติ
ของแต่
ละบุ
คคลแล้
ว ยั
งมี
ปั
จจั
ยอื่
นๆ ที่
เป็
นตั
วกํ
าหนดการ
เลื
อกเปิ
ดรั
บข่
าวสารอี
กด้
วย อาทิ
สถานภาพเศรษฐกิ
จและสั
งคม ความเชื่
อ อุ
ดมการณ์
ประสบการณ์
ประเพณี
วั
ฒนธรรม ศาสนา เป็
นต้
๒. การเลื
อกรั
บรู้
หรื
อตี
ความ (selective perception or selective interpretation)
กระบวนการนี้
เป็
นกระบวนการกลั่
นกรองขั้
นต่
อมาจากการเลื
อกเปิ
ดรั
บ กล่
าวคื
อ เมื่
อบุ
คคลเปิ
ดรั
ข่
าวสารจากแหล่
งใดแล้
วก็
ใช่
ว่
าข่
าวสารนั้
นจะถู
กรั
บส่
งตามวั
ตถุ
ประสงค์
หรื
อเจตนารมณ์
ของผู้
ส่
งสาร
ทั้
งหมด ผู้
รั
บสารแต่
ละคนอาจตี
ความหมายของข้
อมู
ลข่
าวสารแตกต่
างกั
นออกไป เพราะความหมาย
ของข้
อมู
ลข่
าวสารที่
ส่
งไปถึ
งมิ
ได้
อยู่
ในตั
วอั
กษร รู
ปภาพ หรื
อคํ
าพู
ดเท่
านั้
น หากแต่
อยู่
ที่
ผู้
รั
บที่
จะเลื
อก
รั
บรู้
หรื
อเลื
อกตี
ความหมายตามความเข้
าใจของตนเอง หรื
อตามทั
ศนคติ
ประสบการณ์
หรื
อแม้
แต่
สภาวะทางร่
างกายและอารมณ์
ณ ขณะนั้
๓. การเลื
อกจดจํ
า (selective retention) เป็
นแนวโน้
มในการเลื
อกจดจํ
าข้
อมู
ลข่
าวสาร
เฉพาะส่
วนที่
ตรงกั
บความสนใจ ความต้
องการ ทั
ศนคติ
ของตนเอง โดยมั
กจะลื
มในสิ่
งที่
ตนเองไม่
สนใจ
หรื
อไม่
เห็
นด้
วยได้
ง่
าย กระบวนการนี้
เป็
นกระบวนการกลั่
นกรองขั้
นสุ
ดท้
ายที่
มี
ผลต่
อการส่
งสารไปยั
ผู้
รั
บสาร หากความเข้
าใจที่
เกิ
ดจากการรั
บรู้
นั้
นสอดคล้
องกั
บทั
ศนคติ
ของบุ
คคล ความเข้
าใจนั้
นจะ
พั
ฒนาต่
อไปเป็
นความเข้
าใจที่
ถาวร พร้
อมที่
จะจดจํ
าในระยะยาวต่
อไป
ดั
งนั้
น ในการสื่
อสารเพื่
อโน้
มน้
าวใจผู้
รั
บสารในเรื่
องต่
างๆ อาจไม่
ประสบความสํ
าเร็
จ เพราะ
ผู้
รั
บสารอาจจะไม่
สนใจจดจํ
าข่
าวสารนั้
น กระบวนการเลื
อกสรรของผู้
รั
บสารจึ
งนั
บเป็
นปั
จจั
ยแทรก
กลางระหว่
างผู้
ส่
งสารกั
บผู้
รั
บสาร ที่
สามารถสกั
ดกั้
นอิ
ทธิ
พลของสื่
อมวลชน ข่
าวสารจากสื่
อมวลชน
อาจไม่
สามารถเปลี่
ยนทั
ศนคติ
และพฤติ
กรรมของผู้
รั
บสารได้
เลย ถ้
าหากข่
าวสารถู
กปฏิ
เสธตั้
งแต่
แรก
โดยการไม่
เปิ
ดรั
บเนื่
องจากขั
ดแย้
งกั
บความรู้
สึ
กนึ
กคิ
ดของผู้
รั
บสาร หรื
อไม่
อยู่
ในความสนใจของผู้
รั
สาร (ชานนท์
ศิ
ริ
ธร, ๒๕๕๔)
ส่
วนในเรื่
องสาเหตุ
ของการเปิ
ดรั
บสื่
อนั้
น Merrill และ Lowenstein (๑๙๗๑ อ้
างใน ชา
นนท์
ศิ
ริ
ธร, ๒๕๕๔ ) กล่
าวว่
าผู้
รั
บสารแต่
ละคน ต่
างก็
มี
พฤติ
กรรมการเปิ
ดรั
บสื่
อมวลชนตามแบบ
เฉพาะของตนซึ่
งแตกต่
างกั
นไป โดยได้
สรุ
ปแรงผลั
กดั
นให้
บุ
คคลใดบุ
คคลหนึ่
งเลื
อกรั
บสื่
อว่
าเกิ
ดจาก
ปั
จจั
ยพื้
นฐาน๔ ประการ ได้
แก่
๑. ความเหงา
1...,38,39,40,41,42,43,44,45,46,47 49,50,51,52,53,54,55,56,57,58,...209
Powered by FlippingBook