bk130 - page 42

- ๑๒ -
DeFleur (๑๙๘๙) มี
ทั
ศนะว่
า ในการดํ
าเนิ
นการให้
บรรลุ
กระบวนการดั
งกล่
าวนั้
น บรรดาผู้
อบรมบ่
มเพาะในทางสถาบั
นอาจจะรู้
ตั
วและมี
ความตั้
งใจ เช่
น ครู
พระ และก็
มี
หลายสถาบั
นที่
ผู้
อบรม
บ่
มเพาะอาจจะไม่
ได้
ตั้
งใจและไม่
รู้
ตั
ว เช่
น สื่
อมวลชน ซึ่
งนั
บวั
นก็
ยิ
งมี
บทบาทในหน้
าที่
นี้
มากยิ่
งขึ้
นทุ
กที
(กาญจนา แก้
วเทพ,๒๕๕๒: ๑๖๘)
๓) ทฤษฎี
การเลี
ยนแบบ
เป็
นการเรี
ยนรู้
ที่
เกิ
ดจากการสั
งเกตพฤติ
กรรมของคนอื่
น (observational learning) แล้
ตนเองจึ
งเอามาทํ
าตามอย่
างที่
เรี
ยกว่
า “เลี
ยนแบบ” ในทางจิ
ตวิ
ทยาแยกการเลี
ยนแบบออกเป็
น ๒
แบบ (กาญจนา แก้
วเทพ, ๒๕๕๒: ๑๗๐-๑๗๕) คื
๑.
Imitation
เป็
นการแสดงปฏิ
กิ
ริ
ยาที่
ออกมาเป็
นกิ
ริ
ยาท่
าทางโดยตรง (direct
mechanical response of behavior) เช่
น เวลาที่
เด็
กๆ เห็
นมนุ
ษย์
อุ
ตราแมนทํ
าท่
ายกมื
อไขว้
กั
เพื่
อแสดงอิ
ทธิ
ฤทธิ์
ในการ์
ตู
นโทรทั
ศน์
เด็
กๆ จะแสดงอากั
ปกิ
ริ
ยาท่
าทางตาม การเลี
ยนแบบแบบชนิ
imitation นี้
เป็
นการเลี
ยนแบบจากภายนอกและอยู่
ในระดั
บผิ
วเผิ
๒.
Identification
เป็
นการเลี
ยนแบบที่
เน้
นหนั
กไปในด้
านจิ
ตใจ โดยผู้
เลี
ยนแบบมี
ความ
ต้
องการบางอย่
างทางจิ
ตใจที่
จะเป็
นเหมื
อนตั
วต้
นแบบและจะเลื
อกเอาคุ
ณลั
กษณะบางประการของตั
ต้
นแบบมาเป็
นของตน เช่
น เวลาเด็
กๆ เรี
ยนรู้
วิ
ธี
การแก้
ปั
ญหาของเณรน้
อยอิ
กคิ
วซั
ง ก็
เลื
อกเอา
คุ
ณลั
กษณะในการแก้
ปั
ญหาดั
งกล่
าวมาเป็
นของตน
ในระหว่
างการเลี
ยนแบบทั้
ง ๒ แบบนี้
โดยทั่
วไปแล้
ว สาธารณชนมั
กจะให้
ความสนใจกั
การเลี
ยนแบบประเภท imitation เช่
น ความกั
งวลใจว่
าลู
กหลานดู
ภาพยนตร์
ฝรั่
งแล้
วจะแสดงกิ
ริ
ยา
ท่
าทางการแต่
งกายตามดาราฝรั่
ง แต่
อั
นที่
จริ
งแล้
ว อิ
ทธิ
พลจากการเลี
ยนแบบอย่
าง imitation นั้
นมี
เพี
ยงเล็
กน้
อยและเป็
นเรื่
องผิ
วเผิ
น (แต่
ที่
ได้
รั
บความสนใจคงเป็
นเพราะมองเห็
น/สั
งเกตได้
โดยง่
าย) แท้
จริ
แล้
ว แบบที่
มี
อิ
ทธิ
พลอย่
างลึ
กซึ้
งคื
อ การเลี
ยนแบบอย่
าง identification เช่
น การเลี
ยนแบบฆาตกรที่
มี
พฤติ
กรรมฆ่
าคนอย่
างต่
อเนื่
อง (serial killer) ดั
งที่
ปรากฏในภาพยนตร์
เรื่
อง Copycat เป็
นต้
นั
กจิ
ตวิ
ทยาตั้
งคํ
าถามว่
า คนเราทํ
าพฤติ
กรรมใหม่
ๆ ที่
ไม่
เคยทํ
ามาก่
อนได้
อย่
างไร คํ
าตอบที่
เป็
นสมมติ
ฐานก็
คื
อ ส่
วนใหญ่
แล้
ว การทํ
าพฤติ
กรรมใหม่
ๆ นั้
นไม่
ได้
เกิ
ดจากการลองผิ
ดลองถู
กด้
วย
ตนเอง (trial and error) หากแต่
เกิ
ดมาจากการสั
งเกตการกระทํ
าของคนอื่
นแล้
วนํ
ามาทํ
าตาม หาก
การกระทํ
านั้
นได้
แก้
ปั
ญหาหรื
อใช้
ได้
อย่
างบรรลุ
เป้
าหมาย บุ
คคลก็
จะเก็
บการกระทํ
านั้
นเอาไว้
เป็
นแบบ
แผนพฤติ
กรรมของตน
การเลี
ยนแบบผ่
านสื่
อมวลชน
วิ
ธี
การเรี
ยนรู้
ของคนเราอาจจะเกิ
ดมาจากการเรี
ยนรู้
โดยตรง และการเรี
ยนรู้
โดยการสั
งเกต
ผู้
อื่
น ในชี
วิ
ตจริ
งของมนุ
ษย์
สั
ดส่
วนของการเรี
ยนรู้
โดยตรงด้
วยตนเองนั้
นมี
อยู่
ไม่
มากนั
ก โดยส่
วนใหญ่
แล้
ว การเรี
ยนรู้
ของมนุ
ษย์
เกิ
ดจากการสั
งเกตสิ่
งแวดล้
อมรอบๆ ตั
ว และสื่
อมวลชนก็
เป็
นสิ่
งแวดล้
อมที่
สํ
าคั
ญอย่
างยิ่
งในการให้
แบบอย่
างการเรี
ยนรู้
จํ
านวนนั
บไม่
ถ้
วน ด้
วยความสั
มพั
นธ์
เรื่
องสิ่
งเร้
า-การ
1...,32,33,34,35,36,37,38,39,40,41 43,44,45,46,47,48,49,50,51,52,...209
Powered by FlippingBook