แนวทางการสืบสานวัฒนธรรมตาลที่เมืองเพชรที่เอื้อต่อวิธีชีวิตของชุมชนบ้านลาด - page 88
๗๖
มั
ดวุ
นเส
นหรื
อเส
นหมี่
แล
วนํ
าไปตากแดดให
แห
งสนิ
ทแล
วมั
ดรวมเป
นมั
ดใหญ
เพื่
อส
งจํ
าหน
ายร
านรั
บซื้
อ
สํ
าหรั
บเป
นแปรงหยากไย
หรื
อทํ
าไม
กวาด สานหมวก เป
นต
น
๑๗. การทํ
ากะแช
หรื
อน้ํ
าตาลเมา โดย ลุ
งสมพงษ
กลิ่
นสน วิ
ธี
การทํ
ากะแช
ต
องใช
รากไม
หรื
อกิ่
งไม
จํ
าพวกไม
มะเกลื
อ นํ
ามาฝานเป
นชิ้
น ๆ แล
วย
างไฟจนหอม เรี
ยกว
า "เชื้
อ" เรี
ยง
เชื้
อลงในภาชนะที่
เตรี
ยมไว
แล
วจึ
งเติ
มน้ํ
าตาลใสให
ท
วมเชื้
อ ทิ้
งไว
ประมาณ ๑๒ ชั่
วโมงจึ
งดื่
มได
เมื่
อ
ดื่
มน้ํ
าตาลเมาหมดแล
ว ต
องเติ
มน้ํ
าตาลใสลงไปแทนที่
เดิ
มอี
ก ดั
งนั้
นการดื่
มกะแช
จึ
งอยู
ในช
วงเวลา
ระหว
างตอนเช
ากั
บตอนเย็
น กรณี
ดื่
มกระแช
ไม
หมดที่
และปล
อยทิ้
งไว
เกิ
น ๑๒ ชั่
วโมง จะทํ
าให
กะแช
เปลี่
ยนรส กลายเป
นน้ํ
าส
มสายชู
ด
วยเหตุ
นี้
ผู
นิ
ยมดื่
มน้ํ
าตาลเมาจะต
องคอยเปลี่
ยนที่
หรื
อเชื้
อในเวลา
อั
นควร โดยนํ
าเอาเปลื
อกหรื
อรากมะเกลื
อของเก
าออกประมาณครึ่
งหนึ่
ง แล
วนํ
าของส
วนใหม
เติ
มลง
ไปเท
าเดิ
ม กรณี
จะเปลี่
ยนที่
ใหม
อาจต
องใช
เวลาหมั
กกะแช
ให
นานกว
าเดิ
มขึ้
นไปอี
กหลายวั
น ทั้
งนี้
เพราะการทํ
าปฏิ
กิ
ริ
ยาของน้ํ
าตาลเมาจะยั
งไม
สมบู
รณ
พอ
งานวิ
จั
ยที่
เกี่
ยวข
อง
สุ
วิ
มล อั
งควานิ
ช และนภสมน นิ
จรั
นดร
(๒๕๕๕ : ๑๐๒-๑๐๕) ได
วิ
จั
ยเรื่
อง การทํ
าน้ํ
าตาล
โตนดในอํ
าเภอบ
านลาด จั
งหวั
ดเพชรบุ
รี
: การเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมวั
ฒนธรรม การปรั
บตั
วสู
แนวโน
ม
การประกอบอาชี
พพบว
า ๑) สภาพการประกอบอาชี
พการทํ
าน้ํ
าตาลโตนดในอํ
าเภอบ
านลาด จั
งหวั
ด
เพชรบุ
รี
มี
ผู
ที่
ประกอบอาชี
พกั
บต
นตาลที่
เป
นกรรมสิ
ทธิ์
ของตนเอง คิ
ดเป
นร
อยละ ๖๒.๙ ผู
ที่
ประกอบ
อาชี
พกั
บต
นตาลที่
เป
นกรรมสิ
ทธิ์
ของตนเองและผู
อื่
น คิ
ดเป
นร
อยละ ๓๑.๓ และมี
ผู
ประกอบอาชี
พกั
บ
ต
นตาลที่
เป
นกรรมสิ
ทธิ์
ของอื่
น คิ
ดเป
นร
อยละ ๕.๘ โดยสื
บทอดอาชี
พจากบรรพบุ
รุ
ษ ๒) การ
เปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมที่
ส
งผลต
อการประกอบอาชี
พการทํ
าน้ํ
าตาลโตนดแบบดั
้
งเดิ
มใน
อํ
าเภอบ
านลาด มี
๔ มิ
ติ
ได
แก
มิ
ติ
แรก คื
อ การเปลี่
ยนแปลงด
านสภาพนิ
เวศ จากการทํ
านาที่
เพิ่
มมาก
ขึ้
นส
งผลต
อการลดลงของผู
ประกอบอาชี
พการทํ
าน้ํ
าตาลโตนด มิ
ติ
ที่
สอง เป
นมิ
ติ
ด
านสั
งคมและ
วั
ฒนธรรมที่
เกิ
ดจากการที่
ครอบครั
วไม
ได
ขั
ดเกลาทางสั
งคมให
เยาวชนรุ
นใหม
เกิ
ดความภาคภู
มิ
ใจในวิ
ถี
ชี
วิ
ตที่
เป
นอั
ตลั
กษณ
ของท
องถิ่
น มิ
ติ
ที่
สาม การเปลี่
ยนแปลงด
านเศรษฐกิ
จ จากลั
กษณะอาชี
พที่
หลากหลายมากขึ้
น รายได
เป
นตั
วเงิ
นที่
ได
จากการทํ
างานในระบบ รวมทั้
งค
าครองชี
พที่
สู
งขึ้
นล
วนส
งผล
กระทบให
ความนิ
ยมในการประกอบอาชี
พการทํ
าน้ํ
าตาลโตนดลดลง และมิ
ติ
ที่
สี่
การเปลี่
ยนแปลง
ทางด
านการศึ
กษา จากการขยายการศึ
กษาภาคบั
งคั
บให
สู
งขึ้
น ผู
ปกครองนิ
ยมส
งลู
กหลานให
เรี
ยน
หนั
งสื
อสู
งขึ้
นเพื่
อจะได
เป
นเจ
าคนนายคน รวมทั้
งเป
นการเพิ่
มโอกาสในการทํ
างานและทางเลื
อกในการ
อาชี
พที่
หลากหลายซึ่
งเกิ
ดขึ้
นตามการเปลี่
ยนแปลงของสั
งคม ๓) การปรั
บตั
ว ความต
องการด
าน
เทคโนโลยี
เศรษฐกิ
จ รวมทั้
งการสนั
บสนุ
นทางสั
งคมของผู
ประกอบอาชี
พการทํ
าน้ํ
าตาลโตนด พบว
า
เกษตรกรมี
การปรั
บตั
วต
ออาชี
พและมี
ความต
องการการสนั
บสนุ
น ๖ ประการ คื
อ (๑) การลดการทํ
า
1...,78,79,80,81,82,83,84,85,86,87
89,90,91,92,93,94,95,96,97,98,...176