20
ทั
้
งนี
้
การที่
ชาวกื
อเม็
งมี
ความผู
กพั
นและภั
กดี
ต่
อราชสานั
กรามั
นห์
มี
ความสาคั
ญ เพราะชายแดนภาคใต้
ของประเทศไทยมั
กถู
กเหมารวมว่
าเป็
นดิ
นแดนของอาณาจั
กรปั
ตตานี
โดยมี
ลั
งกาสุ
กะเป็
นอาณาจั
กรก่
อนหน้
า
ขณะที่
เมื
องที่
อยู
่
ด้
านในโดยเฉพาะอย่
างยิ่
งคื
อรามั
นห์
ถู
กนั
บโดยประวั
ติ
ศาสตร์
นิ
พนธ์
ชาติ
นิ
ยมไทยและมลายู
ว่
า
เป็
น “โครงการของสยาม” (A unilateral Siamese Initiative) ในความพยายามที่
จะสลายหั
วเมื
องที่
แข็
งข้
อเช่
น
ปั
ตตานี
ให้
กลายเป็
นรั
ฐขนาดเล็
กที่
สามารถจั
ดการได้
ง่
ายขึ
้
น (King 2009: 487) และต่
อมาทั
้
งขบวนการแยก
ดิ
นแดนในอดี
ตและผู
้
ก่
อความไม่
สงบในปั
จจุ
บั
นต่
างลาเลิ
กประวั
ติ
ศาสตร์
ปั
ตตานี
ที่
ยิ่
งใหญ่
ในการสร้
าง
ความชอบธรรมให้
กั
บเป้
าหมายและวิ
ธี
การของพวกตน อย่
างไรก็
ดี
King เสนอว่
ารามั
นห์
ดารงอยู
่
ในฐานะรั
ฐ
อิ
สลาม (Sultanate) ท้
องถิ่
นซึ่
งมี
การทาเหมื
องแร่
ดี
บุ
กเป็
นฐานเศรษฐกิ
จเมื่
อตอนที่
สยามสลายอาณาจั
กร
ปั
ตตานี
และแทนที่
ด้
วย “เจ็
ดหั
วเมื
อง” (เพิ่
งอ้
าง: 485-91) ขณะที่
ความสั
มพั
นธ์
อั
นลึ
กซึ
้
งและเหนี
ยวแน่
นของ
ชาวกื
อเม็
งต่
อราชสานั
กรามั
นห์
ยิ่
งตอกย
้
าการดารงอยู
่
และนั
ยสาคั
ญของเมื
องรามั
นห์
ยิ่
งขึ
้
น โดยเฉพาะในแง่
ของ
การมี
ปั
ตตานี
เป็
นศั
ตรู
สาคั
ญฉะนั
้
นการที่
ขบวนการแยกดิ
นแดนในอดี
ตและผู
้
ก่
อความไม่
สงบในปั
จจุ
บั
นอาศั
ย
ประวั
ติ
ศาสตร์
อาณาจั
กรปั
ตตานี
เป็
นสิ่
งปลุ
กเร้
าชาวมลายู
มุ
สลิ
มในพื
้
นที่
จึ
งสร้
างความกระอั
กกระอ่
วนให้
กั
บ
ชาวกื
อเม็
งอยู
่
ไม่
น้
อยดั
งคากล่
าวของ “มง” ที่
ว่
า “ชาวบ้
านก็
รู
้
สึ
กลาบากใจเหมื
อนกั
นถ้
าจะให้
ยอมรั
บเฉพาะเรื่
อง
ความยิ่
งใหญ่
ของปั
ตตานี
เพราะว่
าปั
ตตานี
ในอดี
ตเป็
นศั
ตรู
กั
บรามั
นห์
แล้
วคนกื
อเม็
งบางคนก็
มี
เชื
้
อเจ้
าเมื
องรา
มั
นห์
หรื
อเคยทางานในวั
งหรื
อว่
าทาอย่
างอื่
นให้
จริ
งๆ แล้
วคนกื
อเม็
งเป็
นพวกรั
กอิ
สระมากกว่
า” (มง, สั
มภาษณ์
30มี
นาคม2554)