11
หมายถึ
ง ผลรวมของระบบความรู
้
ความเชื่
อ ค่
านิ
ยมทางสั
งคมซึ่
งอยู
่
เบื
้
องหลั
งพฤติ
กรรมของ
มนุ
ษย์
กฎระเบี
ยบหรื
อมาตรฐานของพฤติ
กรรมที่
คนในสั
งคมยอมรั
บวิ
ถี
ชี
วิ
ตของคนในสั
งคมดั
งนั
้
น
วั
ฒนธรรมตามที่
กล่
าวมาโดยสรุ
ปแล้
วเป็
นวิ
ถี
ชี
วิ
ตร่
วมกั
นของกลุ
่
มชนในสิ่
งแวดล้
อมหนึ่
ง เนื่
องจาก
สิ่
งแวดล้
อมแตกต่
างกั
นในแต่
ละแห่
ง วั
ฒนธรรมของแต่
ละแห่
งจึ
งมี
ความหลากหลายมี
ลั
กษณะ
เฉพาะตั
วที่
โดดเด่
นเป็
นเอกลั
กษณ์
วั
ฒนธรรมเป็
นทุ
นของกลุ
่
มชนที่
ช่
วยให้
เกิ
ดการรวมตั
วกั
น แสดง
ถึ
งความเป็
นกลุ
่
มพวกเดี
ยวกั
นทํ
าให้
มี
การดํ
ารงชี
วิ
ตอยู
่
ร่
วมกั
นได้
อย่
างมี
ความสมดุ
ลซึ่
งเห็
นได้
จาก
ความเป็
นชาติ
หรื
อประเทศ
วั
ฒนธรรมมี
วิ
วั
ฒนาการในรู
ปแบบต่
างๆ ตามทรรศนะของอมรา พงศาพิ
ชญ์
(2546)
วั
ฒนธรรมในระยะแรกเริ่
มมนุ
ษย์
อยู
่
เป็
นครอบครั
วมี
ความสามารถเข้
าใจกั
นและประพฤติ
ปฏิ
บั
ติ
ต่
อ
กั
นได้
โดยไม่
มี
ความขั
ดแย้
งเท่
าใดนั
กวั
ฒนธรรมที่
เกิ
ดขึ
้
นในสั
งคมเป็
นการตอบสนองความต้
องการ
ทางสั
งคมซึ่
งมี
การเรี
ยนรู
้
และถ่
ายทอดจากรุ่
นหนึ่
งไปสู
่
อี
กรุ่
นหนึ่
ง ดั
งนั
้
นวั
ฒนธรรมอาจเกิ
ดจาก
ความต้
องการของมนุ
ษย์
เพื่
อความอยู
่
รอด มี
การปรั
บเปลี่
ยนด้
วยเงื่
อนไขของกาลเวลาและ
สิ่
งแวดล้
อม จนกระทั่
งกลายเป็
นเอกลั
กษณ์
ภาพลั
กษณ์
เฉพาะของกลุ
่
มสั
งคมนั
้
นๆ ซึ่
งมี
ความ
แตกต่
างกั
น ซึ่
งเอกลั
กษณ์
ของวั
ฒนธรรม วศิ
น อิ
งคพั
ฒนากุ
ล (2548) ได้
อธิ
บายถึ
งคุ
ณสมบั
ติ
วั
ฒนธรรมว่
ามี
ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมนุ
ษย์
กั
บมนุ
ษย์
และมนุ
ษย์
กั
บธรรมชาติ
และสิ่
งแวดล้
อม
ซึ่
งต้
องอาศั
ยระยะเวลาในการสร้
างวั
ฒนธรรมและการเรี
ยนรู
้
นอกจากนี
้
การเรี
ยนรู
้
วั
ฒนธรรม
นอกจากเป็
นการกระทํ
าในสั
งคมเดี
ยวกั
นยั
งกระทํ
ากั
นระหว่
างสั
งคมหรื
อระหว่
างประเทศอี
กด้
วย
ความยากลํ
าบากของการเรี
ยนรู
้
ระหว่
างสั
งคมหรื
อประเทศชาติ
คื
อ การตระหนั
กหรื
อเห็
น
ความสํ
าคั
ญของวั
ฒนธรรมที่
แตกต่
างกั
นว่
าเมื่
อเรี
ยนรู
้
แล้
วจะนํ
ามาใช้
ให้
เกิ
ดประโยชน์
แก่
สั
งคมและ
ประเทศชาติ
อย่
างไร สิ่
งดั
งกล่
าวนี
้
บางครั
้
งจึ
งเป็
นอุ
ปสรรคต่
อการเรี
ยนรู
้
ไม่
น้
อย อย่
างไรก็
ตาม
กระบวนการเรี
ยนรู
้
ก็
คงดํ
าเนิ
นไปเรื่
อย ๆ ทั
้
งปั
จเจกบุ
คคล และกลุ
่
มคนหรื
อประเทศชาติ
ซึ่
ง
พฤติ
กรรมเหล่
านี
้
จะมี
การถ่
ายทอดไปยั
งชนรุ่
นหลั
งและเป็
นพฤติ
กรรมที่
เปลี่
ยนแปลงไปตาม
ประสบการณ์
ดั
งนั
้
นพฤติ
กรรมของมนุ
ษย์
จึ
งเป็
นผลมาจากการเรี
ยนรู
้
สํ
าหรั
บผลที่
เกิ
ดจากการ
เรี
ยนรู
้
ปรากฏเป็
น 2 ลั
กษณะ คื
อ ลั
กษณะวั
ฒนธรรมทางวั
ตถุ
และวั
ฒนธรรมที่
ไม่
ใช่
วั
ตถุ
ซึ่
ง
วั
ฒนธรรมทางวั
ตถุ
(Material culture) เป็
นผลผลิ
ตทางวั
ฒนธรรมที่
สามารถจั
บและมองเห็
นได้
ด้
วยตาหรื
อเป็
นสิ่
งที่
สามารถสั
มผั
สถู
กต้
องทางกาย เช่
น อาคาร สถานที่
สิ่
งของ สิ่
งประดิ
ษฐ์
ต่
างๆ
เป็
นต้
น ส่
วนวั
ฒนธรรมที่
ไม่
ใช่
วั
ตถุ
(Non- Material culture) เป็
นวั
ฒนธรรมที่
เกี่
ยวกั
บความเชื่
อ
ศาสนา ความรู
้
สึ
กนึ
กคิ
ด อุ
ดมการณ์
ค่
านิ
ยมภาษา ศิ
ลปะและประเพณี
พิ
ธี
กรรมต่
าง ๆ เป็
นต้
น
อั
นเป็
นสิ่
งที่
อยู
่
ในความทรงจํ
าหรื
อผู
กพั
นจิ
ตใจของคนหรื
อเป็
นสิ่
งที่
ไม่
สามารถจะมองเห็
นหรื
อจั
บ