64
การเสด็
จ ตรวจราชการหั
วเมื
องปั
กษ์
ใต้
ทู
ลเกล้
าฯ ถวายพระบาทสมเด็
จ พระจุ
ลจอมเกล้
า
เจ้
าอยู
่
หั
ว เมื่
อปี
วอกพ.ศ. 2427 ได้
กล่
าวถึ
งเกาะสมุ
ยในขณะนั
้
นใจความตอนหนึ่
งว่
า
" ในหมู่
บ้
าน
เกาะสมุ
ยนี
้
ถ้
าจะประมาณโรงเรื
อนราษฎรที
่
ตั้
งอยู่
จะเปนไทยประมาณ 400 หลั
งเศษ จี
น 100
หลั
งเศษ เปนจํ
านวนคนซึ่
งประจํ
าอยู่
ณ เกาะนั้
น ไทยประมาณ 1,000 คนเศษ จี
นสั
ก 600 คน
เศษ คิ
ดทั้
งคนจรไปมาตั้
งบ้
างไปบ้
าง จะเป็
นคนรวมประมาณถึ
ง 2,000 คน แต่
คนในเกาะสมุ
ยนั้
น
มาก ๆ น้
อย ๆ เป็
นคราว ๆ เป็
นต้
นว่
าถึ
งฤดู
สั
กเลก คนหลบหนี
มาอยู่
เกาะสมุ
ยเป็
นอั
นมาก ถ้
าจะ
คิ
ดในเวลาอย่
างมากจะเป็
นคนประมาณถึ
ง 5,000-6,000 คน คนไทยนั้
นเป็
นคนชาวนอก กริ
ยา
นํ้
าใจ และเสี
ยสละเป็
นชาวนอก กริ
ยา นํ้
าใจเสี
ยสละ เป็
นชาวนอกทั้
งสิ้
น มั
กจะบิ
ดเบื
อน พู
ดจาไล่
ไม่
จนและเป็
นคนเกรงกลั
วอาญานายกดขี
่
เป็
นต้
น ถ้
าจะถามสิ่
งใดก็
พู
ดจาอ้
อมค้
อมวนเวี
ยน ปิ
ดบั
ง
เป็
นธรรมดา หาจริ
งยาก....พวกนั้
นมั
กจะเป็
นชาติ
ไหหลํ
าทั้
งสิ้
น.....ฯลฯ "
เมื่
อเกาะสมุ
ยเป็
นเมื
อง
ส่
งส่
วยแก่
เมื
องนครศรี
ธรรมราช เจ้
าเมื
องนครศรี
ธรรมราชก็
ส่
งคนมาปกครองเกาะสมุ
ยความอี
ก
ตอนหนึ่
งในชี
วิ
วั
ฒน์
กล่
าวว่
า“
เกาะสมุ
ยนี
้
มี
ตํ
าแหน่
งผู
้
ว่
าราชการเป็
นพระคนหนึ่
ง คื
อนายฉิ
มญาติ
พระยานครที
่
ตายเสี
ยแล้
วในเวลาบั
ดนี
้
ไม่
มี
ตั
ว พระสมุ
ยผู
้
ว่
าราชการ มี
แต่
ปลั
ดอยู่
คนหนึ่
งเรี
ยกว่
า
หลวงสมุ
ยเป็
นคนแก่
อายุ
มาก" ชาวเกาะสมุ
ยมั
กจะเรี
ยกเจ้
าเมื
อง เกาะสมุ
ยว่
า
“
ตาหลวงหมุ
ย”
และการปกครองสมั
ยเดิ
ม เจ้
าเมื
องแต่
ละคนจะอยู
่
จนแก่
เฒ่
าและเมื่
อตายไปแล้
วจะแต่
งตั
้
งบุ
ตรชาย
เป็
นเจ้
าเมื
อง แทนต่
อไป (จากหนั
งสื
อชี
วิ
วั
ฒน์
ตอนที่
3 หนั
งสื
อรายงานหั
วเมื
องตะวั
นตกฯ เมื
อง
ปราณบุ
รี
เขาสามร้
อยยอด เกาะพะงั
น เกาะสมุ
ย)
ในปี
พ.ศ. 2427ครั
้
งเมื่
อสมเด็
จฯ กรมพระยาภานุ
พั
นธุ
์
วงศ์
วรเดช ได้
มาตรวจราชการหั
ว
เมื
องปั
กษ์
ใต้
ทํ
าให้
ทราบว่
าชาวเกาะสมุ
ยไม่
อยากอยู
่
ภายใต้
การปกครองของเมื
องนครศรี
ธรรมราช
เพราะถู
กกดขี่
ข่
มเหง ทํ
าให้
ชาวเกาะสมุ
ยเกรงอาญา เจ้
าพระยานคร ดั
งนั
้
นชาวเกาะสมุ
ยจึ
งได้
ร้
อง
ทุ
กข์
กั
บ สมเด็
จฯ กรมพระยาภานุ
พั
นธุ
์
วงศ์
วรเดช ต่
อมาในคราวเดี
ยวกั
นพระองค์
ทรงแวะเยี่
ยม
เยี
ยนที่
เมื
องไชยา อั
นเป็
นเมื
องสํ
าคั
ญแห่
งหนึ่
งในสมั
ยนั
้
น ได้
ทรงพบปะกั
บพระยาไชยา (ขํ
า ศรี
ยา
ภั
ย) เจ้
าเมื
อง (ต่
อมาได้
รั
บพระราชทานบรรดาศั
กดิ ์
เป็
น พระยาวจี
สั
ตยารั
กษ์
) ก็
ทรงชอบพอ
อั
ธยาศั
ยของพระยาไชยามากด้
วยเหตุ
นี
้
เองจึ
งได้
กราบทู
ลให้
พระบาทสมเด็
จฯพระจุ
ลจอมเกล้
า
เจ้
าอยู
่
หั
วทรงทราบถึ
งความต้
องการของชาวเกาะสมุ
ยจึ
งทํ
าให้
เกาะสมุ
ยมาขึ
้
นกั
บเมื
องไชยาด้
วย
เหตุ
นี
้
เอง ต่
อมาเมื่
อปี
พ.ศ. 2440 ได้
มี
การจั
ดระบบการปกครองท้
องถิ่
นขึ
้
นใหม่
โดยยุ
บรวมหั
วเมื
อง
ต่
าง ๆ ตั
้
งเป็
น มณฑล จั
งหวั
ด และอํ
าเภอเมื
องเกาะสมุ
ยกั
บเกาะพะงั
นถู
กยุ
บรวมเป็
นอํ
าเภอ
เดี
ยวกั
นและได้
ส่
งหลวงพิ
พิ
ธอั
กษร (สิ
งห์
สุ
วรรณรั
กษ์
) ไปเป็
นนายอํ
าเภอคนแรกของเกาะสมุ
ย
หลวงพิ
พิ
ธอั
กษร เป็
นทั
้
งนั
กบริ
หารและนั
กปกครองและนั
กพั
ฒนาที่
ดี
จึ
งเป็
นที่
ชื่
นชอบของ
ชาวเกาะสมุ
ยมากและได้
ขนานนามท่
านว่
า "พ่
อนาย" ท่
านได้
ย้
ายที่
ว่
าการ จากบ้
านดอนแตงมาตั
้
ง