st118 - page 73

63
ประวั
ติ
ศาสตร์
และพั
ฒนาการชุ
มชน
“เกาะสมุ
ย” เป็
นชื่
ออํ
าเภอหนึ่
งในจั
งหวั
ดสุ
ราษฎร์
ธานี
เป็
นเกาะสวรรค์
ของนั
กท่
องเที่
ยว
ต่
างชาติ
เป็
นแหล่
งรายได้
ของจั
งหวั
ดสุ
ราษฎร์
ธานี
เป็
นสถานที่
ที่
รวบรวมประชากรหลายเชื
อชาติ
ต่
างศาสนาและต่
างวั
ฒนธรรม คํ
าว่
า “สมุ
ย”มาจากภาษาใดไม่
ปรากฏหลั
กฐานแน่
ชั
ดบ้
างก็
ว่
ามา
จากภาษาจี
นไหหลํ
าคํ
าว่
า "เซ่
าบ่
วย" ซึ่
งคนจี
นไหหลํ
าเรี
ยกเกาะสมุ
ยว่
า "เซ่
าบ่
วย" แปลว่
า เกาะแรก
หรื
อด่
านแรกหรื
อประตู
แรก เหตุ
ที่
เรี
ยกเช่
นนี
ก็
เพราะว่
า เมื่
อประมาณ100-150ปี
ล่
วงมานี
คนจี
นที่
เกาะไหหลํ
าได้
นํ
าสิ
นค้
ามายั
งประเทศไทยโดยทางเรื
อใบก่
อนเข้
ากรุ
งเทพฯหรื
อจะไปเกาะไหหลํ
าต้
อง
มาจอดรั
บสิ
นค้
าที่
เกาะสมุ
ยสิ
นค้
าที่
เป็
นที่
นิ
ยมในสมั
ยนั
นคื
อ ไต้
และกะปิ
ต่
อมาคํ
าว่
า "เซ่
าบ่
วย"
จึ
งเปลี่
ยนเป็
น "สมุ
ย"มาจนถึ
งปั
จจุ
บั
นนี
บางกระแสก็
เชื่
อว่
าคํ
าว่
า “เกาะสมุ
ย “มาจากภาษาสั
นสกฤต
แล้
วเป็
นภาษาทมิ
ฬอิ
นเดี
ยใต้
คื
อ "สมวย" แปลว่
า "คลื่
นลม" ต่
อมาคํ
าว่
าสมวย ได้
เพี
ยนมาเป็
น "สมุ
ย"
โดยแผลง ว เป็
นสระอุ
อี
กกระแสหนึ่
งเชื่
อกั
นว่
า "สมุ
ย" มาบ้
างก็
ว่
ามาจากชื่
อต้
นไม้
ชนิ
ดหนึ่
งขึ
นอยู
โดยทั่
วไปในแถวปั
กษ์
ใต้
เป็
นไม้
เนื
ออ่
อนต้
นไม่
โตนั
กภาษาพื
นเมื
อง เรี
ยกว่
า "ต้
นหมุ
ย" ต้
นหมุ
ยนี
คํ
าเต็
มคงเรี
ยกว่
า "ต้
นสมุ
ย" ภาษาทางใต้
มั
กจะตั
ดตั
วหน้
าออกเพื่
อพู
ดให้
สั
นคํ
าว่
า "ต้
นสมุ
ย" ก็
เป็
"ต้
นหมุ
ย" เกาะสมุ
ยจึ
งเรี
ยกว่
า "เกาะหมุ
ย (ประทุ
มชุ
มเพ็
งพั
นธุ
และชาญณรงค์
เที่
ยงธรรม, 2542)
เกาะสมุ
ยมี
ผู
คนเข้
ามาตั
งถิ่
นฐานครั
งแรกเมื่
อใดไม่
ปรากฏหลั
กฐานแน่
ชั
ด มี
หลั
กฐาน
ยื
นยั
นว่
ามี
ผู
คนมาตั
งหลั
กแหล่
งบนเกาะสมุ
ยในสมั
ยกรุ
งศรี
อยุ
ธยาตอนปลายคื
อ เจดี
ย์
หลายองค์
ซึ่
งได้
สร้
างไว้
สมั
ยกรุ
งธนบุ
รี
ได้
แก่
เจดี
ย์
วั
ดแหลมสอ เจดี
ย์
วั
ดหน้
าพระลาน เจดี
ย์
ศรี
สุ
คตคี
รี
เขาหั
วจุ
ก ในอดี
ตเกาะสมุ
ยอยู
ในความดู
แลของเมื
องนครศรี
ธรรมราช ศาลาว่
าการเมื
อง(อํ
าเภอ)
ตั
งอยู
บ้
านดอนแตงตํ
าบลหน้
าเมื
อง อยู
ทางทิ
ศใต้
ของเกาะสมุ
ย ต่
อมาในปี
พ.ศ.2441 ศาลาว่
การเมื
องถู
กยุ
บและได้
ตั
งเป็
นอํ
าเภอขึ
นตรงต่
อเมื
องไชยา โดยมี
พระยาเจริ
ญราชภั
กดี
ดํ
ารง
ตํ
าแหน่
งเป็
นนายอํ
าเภอคนแรกได้
พิ
จารณาที่
ตั
งเมื
องเดิ
ม ซึ่
งไม่
ค่
อยมี
ความเหมาะสม เนื่
องจาก
เป็
นที่
ลุ
มบริ
เวณอ่
าวมี
หิ
นปะการั
ง จํ
านวนมากยากแก่
การจอดเรื
อและหลบคลื่
นลมในปี
พ.ศ. 2449
ได้
ย้
ายเมื
องมาตั
งที่
บ้
านหน้
าทอน ตํ
าบลอ่
างทอง ซึ่
งมี
ประชากรอาศั
ยหนาแน่
นมี
อ่
าวจอดเรื
กว้
างขวางเหมาะแก่
การหลบคลื่
นลม เรื
อสามารถเข้
าถึ
งฝั่
งได้
สะดวกและเมื
องแห่
งนี
คื
อที่
ตั
งเมื
อง
ปั
จจุ
บั
นของอํ
าเภอเกาะสมุ
ย (ปราณี
เพชรแก้
ว, 2547)
ในต้
นสมั
ยพระบาทสมเด็
จพระจุ
ลจอมเกล้
าเจ้
าอยู
หั
ว เกาะสมุ
ยเป็
นเมื
องส่
งส่
วยอากร
ขึ
นกั
บเมื
องนครศรี
ธรรมราชโดยมี
ที่
ว่
าการเมื
องอยู
ที่
บ้
านดอนแตง ใกล้
วั
ดประเดิ
มหมู
ที่
1ตํ
าบล
หน้
าเมื
องอยู
ทางทิ
ศใต้
ของเกาะสมุ
ยมี
ข้
อความปรากฏในหนั
งสื
อ "ชี
วิ
วั
ฒน์
" พระนิ
พนธ์
ของสมเด็
พระเจ้
าบรมวงศ์
เธอเจ้
าฟ้
ากรมพระยาภาณุ
พั
นธุ
วงศ์
วรเดช ทรงนิ
พนธ์
ไว้
เป็
นทํ
านอง รายงาน
1...,63,64,65,66,67,68,69,70,71,72 74,75,76,77,78,79,80,81,82,83,...290
Powered by FlippingBook