st118 - page 75

65
ที่
บ้
านหน้
าทอนหมู
ที่
3ตํ
าบลอ่
างทอง (อั
นเป็
นที่
ตั
ง ของที่
ว่
าการอํ
าเภอปั
จจุ
บั
นนี
) ด้
วยเห็
นว่
าที่
บ้
านหน้
าทอน อยู
ใกล้
กั
บที่
ทํ
าการของเมื
องไชยา มี
อ่
าวจอดเรื
อที่
ดี
และท่
านได้
สละที่
ดิ
น ส่
วนตั
จํ
านวน 6 ไร่
ให้
เป็
นที่
ตั
งที่
ว่
าการ อํ
าเภอในปี
พ.ศ.2449 แต่
ตั
วอาคารที่
ว่
าการอํ
าเภอเป็
นแบบ
สมั
ยรั
ชกาลที่
5ต่
อมา เมื่
อพ.ศ. 2468หลวงพิ
พิ
ธอั
กษร ได้
รั
บพระราชทานยศเป็
นพระยาเจริ
ราชภั
กดี
ดํ
ารงตํ
าแหน่
งนายอํ
าเภอตั
งแต่
พ.ศ.2440-พ.ศ.2471 รวมเวลานานถึ
ง 31ปี
จึ
งได้
ลาออกรั
บบํ
านาญและถึ
งแก่
กรรมเมื่
ออายุ
84ปี
ในวั
นที่
8 เมษายนพ.ศ. 2482 ครั
นเมื่
อวั
นที่
24
เมษายนพ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็
จพระเจ้
าอยู
หั
วสมเด็
จพระนางเจ้
าสิ
ริ
กิ
ติ
พระบรมราชิ
นี
นาถ
และสมเด็
จพระศรี
นคริ
นทราบรมราชชนนี
ได้
เสด็
จประพาสเกาะสมุ
ยและได้
ทรงปรารภถึ
งความเก่
าแก่
ของอาคารที่
ว่
าการอํ
าเภอ และทรงเห็
นว่
าสมควรจะสร้
างใหม่
ได้
แล้
วดั
งนั
นทางอํ
าเภอจึ
งได้
ขอ
งบประมาณไปยั
งส่
วนกลางจนกระทั่
งปี
พ.ศ.2514 ได้
รั
บงบประมาณ เป็
นเงิ
น300,000บาท โดยให้
สร้
างแบบอาคารไม้
สองชั
นทางอํ
าเภอพิ
จารณาเห็
นว่
าเกาะสมุ
ย เป็
นสถานที่
ท่
องเที่
ยวมี
นั
กท่
องเที่
ยว
ทั
งชาวไทยและชาวต่
างประเทศไปเที่
ยวปี
ละมากๆจึ
งได้
ขอทบทวนใหม่
ในปี
พ.ศ.2516และได้
รั
งบประมาณในปี
พ.ศ. 2518และสร้
างเสร็
จเรี
ยบร้
อยในปี
พ.ศ. 2519ลั
กษณะของอาคารเป็
นคอนกรี
เสริ
มเหล็
กตั
วตึ
ก2ชั
น (สํ
านั
กงานเทศบาลอํ
าเภอเกาะสมุ
ย, 2553)
ในด้
านพั
ฒนาการชุ
มชนช่
วงก่
อนปี
พ.ศ. 2510ขณะที่
เกาะภู
เก็
ตเป็
นที่
รู
จั
กกั
นในฐานะเมื
อง
ท่
องเที่
ยวที่
ได้
ชื่
อว่
า”ไข่
มุ
กแห่
งอั
นดามั
น”ช่
วงนั
นสมุ
ยยั
งเป็
นเกาะที่
คนไทยรู
จั
กกั
นเพี
ยงว่
ามี
พื
นที่
กว้
าง
ใหญ่
เป็
นอั
นดั
บ3 รองจากเกาะภู
เก็
ตและเกาะช้
าง จั
งหวั
ดตราด เป็
นเกาะที่
มี
เนื
อหาปรากฏอยู
ใน
หนั
งสื
อเรี
ยนระดั
บชั
นประถมศึ
กษาในยุ
คนั
นว่
า“เป็
นแหล่
งที่
มี
มะพร้
าวมากสุ
ดในประเทศ”
ในอดี
ตเกาะแห่
งนี
เป็
นแหล่
งที่
อยู
อาศั
ยของชาวท้
องถิ่
น มี
เส้
นทางคมนาคมติ
ดต่
อตั
จั
งหวั
ดอยู
เพี
ยงทางเดี
ยวคื
อ เดิ
นทางด้
วยเรื
อยนต์
โดยสารแบบสองชั
นที่
วิ่
งจากท่
าเรื
อบ้
านดอนถึ
ท่
าเรื
อหน้
าทอนซึ
งตั
งอยู
ทางฝั่
งตะวั
นตกของตั
วเกาะ เรื
อโดยสารที่
ว่
านี
จะแล่
นออกไปจากท่
าบ้
าน
ดอนในช่
วงเย็
น ใช้
เวลาแรมคื
นอยู
กลางทะเล ให้
ผู
โดยสารเอนนอนกั
นบนเสื่
อสาดภายในห้
อง
โดยสารบริ
เวณชั
นบนส่
วนชั
นล่
างจะเป็
นห้
องบรรทุ
กสิ
นค้
า และจะถึ
งท่
าเรื
อหน้
าทอนก็
เมื่
อเช้
าตรู่
วั
นรุ่
งขึ
นหลั
งไก่
ขั
น หากมี
ผู
ประสงค์
จะเดิ
นทางไปทํ
าธุ
ระที่
เมื
องบางกอก หรื
อไปเรี
ยนหนั
งสื
ส่
วนใหญ่
จะเลื
อกอาศั
ยเรื
อสิ
นค้
าเดิ
นทะเลที่
แวะเข้
าไปขนมะพร้
าวที่
เกาะสมุ
ยจะสะดวกกว่
การเดิ
นทางมายั
งบ้
านดอนแล้
วต่
อรถไฟที่
สถานี
พุ
นพิ
นการเดิ
นทางด้
วยเรื
อสิ
นค้
าใช้
เวลากว่
าสอง
วั
นสองคื
นเป็
นอย่
างน้
อยจึ
งจะถึ
งจุ
ดหมาย
เกาะสมุ
ยเป็
นที่
รู
จั
กของผู
คนทั่
วไปครั
งใหญ่
อี
กครั
งหนึ่
ง เมื่
อมี
สาวงามนางหนึ่
งซึ่
งเป็
ลู
กหลานชาวเกาะนามว่
า “บุ
ญตา ศรี
แผ้
ว” ได้
คว้
าตํ
าแหน่
งรองนางสาวไทย จากการประกวด
1...,65,66,67,68,69,70,71,72,73,74 76,77,78,79,80,81,82,83,84,85,...290
Powered by FlippingBook