65
ที่
บ้
านหน้
าทอนหมู
่
ที่
3ตํ
าบลอ่
างทอง (อั
นเป็
นที่
ตั
้
ง ของที่
ว่
าการอํ
าเภอปั
จจุ
บั
นนี
้
) ด้
วยเห็
นว่
าที่
บ้
านหน้
าทอน อยู
่
ใกล้
กั
บที่
ทํ
าการของเมื
องไชยา มี
อ่
าวจอดเรื
อที่
ดี
และท่
านได้
สละที่
ดิ
น ส่
วนตั
ว
จํ
านวน 6 ไร่
ให้
เป็
นที่
ตั
้
งที่
ว่
าการ อํ
าเภอในปี
พ.ศ.2449 แต่
ตั
วอาคารที่
ว่
าการอํ
าเภอเป็
นแบบ
สมั
ยรั
ชกาลที่
5ต่
อมา เมื่
อพ.ศ. 2468หลวงพิ
พิ
ธอั
กษร ได้
รั
บพระราชทานยศเป็
นพระยาเจริ
ญ
ราชภั
กดี
ดํ
ารงตํ
าแหน่
งนายอํ
าเภอตั
้
งแต่
พ.ศ.2440-พ.ศ.2471 รวมเวลานานถึ
ง 31ปี
จึ
งได้
ลาออกรั
บบํ
านาญและถึ
งแก่
กรรมเมื่
ออายุ
84ปี
ในวั
นที่
8 เมษายนพ.ศ. 2482 ครั
้
นเมื่
อวั
นที่
24
เมษายนพ.ศ. 2505 พระบาทสมเด็
จพระเจ้
าอยู
่
หั
วสมเด็
จพระนางเจ้
าสิ
ริ
กิ
ติ
์
พระบรมราชิ
นี
นาถ
และสมเด็
จพระศรี
นคริ
นทราบรมราชชนนี
ได้
เสด็
จประพาสเกาะสมุ
ยและได้
ทรงปรารภถึ
งความเก่
าแก่
ของอาคารที่
ว่
าการอํ
าเภอ และทรงเห็
นว่
าสมควรจะสร้
างใหม่
ได้
แล้
วดั
งนั
้
นทางอํ
าเภอจึ
งได้
ขอ
งบประมาณไปยั
งส่
วนกลางจนกระทั่
งปี
พ.ศ.2514 ได้
รั
บงบประมาณ เป็
นเงิ
น300,000บาท โดยให้
สร้
างแบบอาคารไม้
สองชั
้
นทางอํ
าเภอพิ
จารณาเห็
นว่
าเกาะสมุ
ย เป็
นสถานที่
ท่
องเที่
ยวมี
นั
กท่
องเที่
ยว
ทั
้
งชาวไทยและชาวต่
างประเทศไปเที่
ยวปี
ละมากๆจึ
งได้
ขอทบทวนใหม่
ในปี
พ.ศ.2516และได้
รั
บ
งบประมาณในปี
พ.ศ. 2518และสร้
างเสร็
จเรี
ยบร้
อยในปี
พ.ศ. 2519ลั
กษณะของอาคารเป็
นคอนกรี
ต
เสริ
มเหล็
กตั
วตึ
ก2ชั
้
น (สํ
านั
กงานเทศบาลอํ
าเภอเกาะสมุ
ย, 2553)
ในด้
านพั
ฒนาการชุ
มชนช่
วงก่
อนปี
พ.ศ. 2510ขณะที่
เกาะภู
เก็
ตเป็
นที่
รู
้
จั
กกั
นในฐานะเมื
อง
ท่
องเที่
ยวที่
ได้
ชื่
อว่
า”ไข่
มุ
กแห่
งอั
นดามั
น”ช่
วงนั
้
นสมุ
ยยั
งเป็
นเกาะที่
คนไทยรู
้
จั
กกั
นเพี
ยงว่
ามี
พื
้
นที่
กว้
าง
ใหญ่
เป็
นอั
นดั
บ3 รองจากเกาะภู
เก็
ตและเกาะช้
าง จั
งหวั
ดตราด เป็
นเกาะที่
มี
เนื
้
อหาปรากฏอยู
่
ใน
หนั
งสื
อเรี
ยนระดั
บชั
้
นประถมศึ
กษาในยุ
คนั
้
นว่
า“เป็
นแหล่
งที่
มี
มะพร้
าวมากสุ
ดในประเทศ”
ในอดี
ตเกาะแห่
งนี
้
เป็
นแหล่
งที่
อยู
่
อาศั
ยของชาวท้
องถิ่
น มี
เส้
นทางคมนาคมติ
ดต่
อตั
ว
จั
งหวั
ดอยู
่
เพี
ยงทางเดี
ยวคื
อ เดิ
นทางด้
วยเรื
อยนต์
โดยสารแบบสองชั
้
นที่
วิ่
งจากท่
าเรื
อบ้
านดอนถึ
ง
ท่
าเรื
อหน้
าทอนซึ
่
งตั
้
งอยู
่
ทางฝั่
งตะวั
นตกของตั
วเกาะ เรื
อโดยสารที่
ว่
านี
้
จะแล่
นออกไปจากท่
าบ้
าน
ดอนในช่
วงเย็
น ใช้
เวลาแรมคื
นอยู
่
กลางทะเล ให้
ผู
้
โดยสารเอนนอนกั
นบนเสื่
อสาดภายในห้
อง
โดยสารบริ
เวณชั
้
นบนส่
วนชั
้
นล่
างจะเป็
นห้
องบรรทุ
กสิ
นค้
า และจะถึ
งท่
าเรื
อหน้
าทอนก็
เมื่
อเช้
าตรู่
วั
นรุ่
งขึ
้
นหลั
งไก่
ขั
น หากมี
ผู
้
ประสงค์
จะเดิ
นทางไปทํ
าธุ
ระที่
เมื
องบางกอก หรื
อไปเรี
ยนหนั
งสื
อ
ส่
วนใหญ่
จะเลื
อกอาศั
ยเรื
อสิ
นค้
าเดิ
นทะเลที่
แวะเข้
าไปขนมะพร้
าวที่
เกาะสมุ
ยจะสะดวกกว่
า
การเดิ
นทางมายั
งบ้
านดอนแล้
วต่
อรถไฟที่
สถานี
พุ
นพิ
นการเดิ
นทางด้
วยเรื
อสิ
นค้
าใช้
เวลากว่
าสอง
วั
นสองคื
นเป็
นอย่
างน้
อยจึ
งจะถึ
งจุ
ดหมาย
เกาะสมุ
ยเป็
นที่
รู
้
จั
กของผู
้
คนทั่
วไปครั
้
งใหญ่
อี
กครั
้
งหนึ่
ง เมื่
อมี
สาวงามนางหนึ่
งซึ่
งเป็
น
ลู
กหลานชาวเกาะนามว่
า “บุ
ญตา ศรี
แผ้
ว” ได้
คว้
าตํ
าแหน่
งรองนางสาวไทย จากการประกวด