31
3. ชาวจี
นกั
บการอพยพเข้
าสู่
เอเชี
ยตะวั
นออกเฉี
ยงใต้
(หลั
งพุ
ทธศตวรรษที่
23)
*
ประเทศจี
นในปั
จจุ
บั
นได้
ชื่
อว่
าเป็
นประเทศที่
มี
ประชากรมากที่
สุ
ดในโลก โดยมี
จํ
านวน
ประชากรเกิ
นกว่
า 1,000 ล้
านคน โดยมี
ประเทศอิ
นเดี
ยไล่
ตามหลั
งมาอย่
างใกล้
ชิ
ด แต่
นั่
นก็
เป็
นเพี
ยง
การนั
บสถิ
ติ
ภายใต้
ขอบเขตของประเทศสาธารณรั
ฐประชาชนจี
นตามอย่
างแนวคิ
ดแบบรั
ฐสมั
ยใหม่
(Modern State) เท่
านั้
น หาได้
มี
การทํ
าการนั
บรวมเอา “ชาวจี
นโพ้
นทะเล”(Oversea Chinese)
ที่
เดิ
นทางออกไปสู่
ดิ
นแดนต่
างๆ เข้
าไปไว้
ด้
วย ถ้
าได้
นั
บเอากลุ่
มชาวจี
นเหล่
านี้
เข้
าไปไว้
ด้
วย ย่
อมต้
อง
กล่
าวว่
าคนจี
นเป็
นกลุ่
มคนที่
มี
จํ
านวนมากที่
สุ
ดในโลกจนหาใครเที
ยบหรื
อตามมาได้
ยากยิ่
ง
ชาวจี
นโพ้
นทะเล (Oversea Chinese) หรื
อ “หั
วเฉี
ยว” คื
อคํ
าใช้
เรี
ยกชาวจี
นที่
ไม่
ได้
อาศั
ย
อยู่
ภายในประเทศจี
น หากทว่
าพวกเขากลั
บเป็
นผู้
ที่
ยั
งคงรั
กษาไว้
ซึ่
งวั
ฒนธรรมประเพณี
จารี
ตปฏิ
บั
ติ
ของความเป็
นคนจี
นไว้
ได้
อย่
างเหนี
ยวแน่
น จนในบางครั้
งพวกเขาอาจรั
กษาสิ่
งต่
างๆเหล่
านั้
นไว้
ได้
มากกว่
าชาวจี
นอาศั
ยอยู่
ในประเทศจี
นปั
จจุ
บั
นด้
วยซ้ํ
า
**
*
เนื้
อหาในส่
วนนี้
จะแตกต่
างจากประเด็
นเรื่
องในส่
วนก่
อนหน้
าที่
มี
การกล่
าวถึ
งการปรากฏตั
วของชาวจี
นใน
ภู
มิ
ภาคนี้
ซึ่
งเป็
นการเน้
นปู
พื้
นทํ
าให้
เห็
นถึ
งความสั
มพั
นธ์
ของชาวจี
นกั
บดิ
นแดนบ้
านเมื
องในแถบนี้
ตั้
งแต่
สมั
ยรั
ฐจารี
ต
ในพุ
ทธศตวรรษที่
22 ขึ้
นไป ซึ่
งจะเห็
นได้
ว่
าจากเนื้
อหาในส่
วนต่
อจากนี้
ว่
าชาวจี
นมี
ความเปลี่
ยนแปลงในบทบาทและ
ความหมายของการอพยพที่
มี
ความแตกต่
างกั
นกั
บช่
วงสมั
ยก่
อนหน้
า
**
จากประสบการณ์
ส่
วนตั
วของผู้
วิ
จั
ยเองที่
มี
ตํ
าแหน่
งหน้
าที่
รั
บผิ
ดชอบในการทํ
างานสอนใน
สถาบั
นอุ
ดมศึ
กษา และได้
รั
บมอบหมายจากทางมหาวิ
ทยาลั
ยให้
รั
บผิ
ดชอบจั
ดการเรี
ยนการสอนให้
กั
บนั
กศึ
กษา
แลกเปลี่
ยนจากสาธารณรั
ฐประชาชนจี
น ในรายวิ
ชาประวั
ติ
ศาสตร์
ไทย,วั
ฒนธรรมไทย ในชั้
นเรี
ยนผู้
วิ
จั
ยที่
ทํ
าการ
เรี
ยนการสอน ในบางครั้
งเพื่
อสร้
างความเข้
าใจในเนื้
อหาให้
กั
บนั
กศึ
กษาเหล่
านี้
ผู้
วิ
จั
ยได้
ใช้
วิ
ธี
การยกตั
วอย่
าง
เปรี
ยบเที
ยบระหว่
างไทยกั
บจี
นในประเด็
นต่
างๆ ทั้
งทางด้
านประวั
ติ
ศาสตร์
และวั
ฒนธรรม ตลอดจนการพู
ดคุ
ย
แลกเปลี่
ยนกั
นในเรื่
องจารี
ตประเพณี
บางอย่
างของชาวจี
นในสั
งคมไทย เพื่
อเปรี
ยบเที
ยบกั
บชาวจี
นในประเทศจี
น
ปั
จจุ
บั
น ซึ่
งในหลายครั้
งผู้
วิ
จั
ยก็
พบว่
านั
กศึ
กษาเหล่
านี้
ไม่
ได้
เข้
าใจหรื
อมี
ประสบการณ์
ในจารี
ตประเพณี
บางอย่
างที่
ชาว
จี
นในสั
งคมไทยยั
งคงรั
กษาไว้
เป็
นวั
ตรปฏิ
บั
ติ
กั
นอย่
างเหนี
ยวแน่
นเป็
นปกติ
ผู้
วิ
จั
ยสั
นนิ
ษฐานว่
าสิ่
งเหล่
านี้
คงเป็
นมรดก
อย่
างสํ
าคั
ญหนึ่
งของ “การปฏิ
วั
ติ
วั
ฒนธรรม” ในประเทศจี
นสมั
ยก่
อนหน้
านี้
จึ
งทํ
าให้
เกิ
ดความเปลี่
ยนแปลงใน
ความคิ
ดเรื่
องจารี
ตประเพณี
หลากหลายประการที่
ได้
ขาดหายไป ต่
างจากชาวจี
นในสั
งคมไทยที่
มี
ความรู้
สึ
กว่
าตนเอง
ได้
ห่
างบ้
านห่
างเมื
องของตนเองมาจึ
งกลั
บพยายามรั
กษาจารี
ตประเพณี
เหล่
านี้
ไว้
อย่
างเต็
มกํ
าลั
งทั้
งนี้
ก็
อาจเพื่
อเป็
น
การแสดงออกถึ
งตั
วตนของตนเองในดิ
นแดนแตกต่
างก็
เป็
นไป หรื
อมิ
เช่
นนั้
นแล้
วก็
คงด้
วยความยึ
ดมั่
นในคํ
าสอนของ
ปรั
ชญาเมธี
“ขงจื่
อ” ที่
ได้
บั
ญญั
ติ
คํ
าสอนหนึ่
งไว้
ว่
าการรั
กษาไว้
ซึ่
งจารี
ตประเพณี
นั
บเป็
นหน้
าที่
ประการสํ
าคั
ญหนึ่
ง
ของความเป็
น “คน” ที่
ดี