๕๖
ประการหนึ
่
ง ศาสนาพุ
ทธสามารถให้
คํ
าอธิ
บายสนั
บสนุ
นความเชื่
อและคุ
ณค่
าบางอย่
างที่
ชาวบ้
านถื
อ
ปฏิ
บั
ติ
กั
นอยู
่
แต่
เดิ
มได้
เช่
น ชาวบ้
านให้
คุ
ณค่
ากั
บการมี
เมตตา มี
ความกรุ
ณาช่
วยเหลื
อผู
้
อื่
นที่
ได้
รั
บ
ทุ
กข์
มี
ความชื่
นชมยิ
นดี
ในความสุ
ขและความสํ
าเร็
จของผู
้
อื่
น ศาสนาพุ
ทธมี
หลั
กคํ
าสอนที่
สอดคล้
อง
กั
บคุ
ณค่
าที่
ชาวบ้
านถื
อปฏิ
บั
ติ
อยู
่
ย ั
งมี
หลั
กธรรมอื่
น ๆ อี
กจํ
านวนมากที่
สามารถให้
คํ
าอธิ
บาย
สนั
บสนุ
นคุ
ณค่
าเดิ
มและการปฏิ
บั
ติ
ตนที่
มี
อยู
่
ในวิ
ถี
ชี
วิ
ตของชาวบ้
านในชุ
มชนได้
ประการที่
สอง
พระสงฆ์
ซึ
่
งเป็
นผู
้
ประกอบพิ
ธี
กรรมทางศาสนายิ
นยอมที่
จะประนี
ประนอมกั
บพิ
ธี
กรรมตามความ
เชื่
อเดิ
มของชาวบ้
าน เช่
น พระสงฆ์
ยอมรั
บนิ
มนต์
ไปร่
วมพิ
ธี
สวดไล่
ผี
ร้
าย อุ
ทิ
ศส่
วนกุ
ศลให้
ผี
ดี
หรื
อ
การเจิ
ม การรดนํ
้
ามนต์
ตามคติ
ความเชื่
อแบบพราหมณ์
ที่
แทรกตั
วอยู ่
ในความเชื่
อของชาวบ้
านก่
อนที่
ศาสนาพุ
ทธจะเข้
ามา
นอกจากนี
้
บทบาทของพระสงฆ์
ในการประยุ
กต์
คุ
ณค่
าและหลั
กธรรมทาง
ศาสนามาใช้
ในงานพั
ฒนา ซึ
่
งมี
ตั
วอย่
างพระนั
กพั
ฒนาเกิ
ดขึ
้
นมากมายในสั
งคมไทย เนื่
องจาก
พระสงฆ์
มี
ภาวะที่
พร้
อมในการช่
วยเหลื
องานพั
ฒนาชุ
มชน ดั
งที่
ประเวศ วะสี
(๒๕๓๒) ได้
กล่
าวไว้
ว่
า “การพั
ฒนาสมั
ยใหม่
ได้
ทิ
้
งพระสงฆ์
ไป แต่
ท่
านก็
ย ั
งอยู
่
ในวั
ด ซึ
่
งมี
อยู
่
ประมาณ ๓๐,๐๐๐ วั
ด มี
พระสงฆ์
กว่
า ๓ แสนรู
ป ซึ
่
งเป็
นทรั
พยากรที่
มโหฬารของสั
งคมไทย เพราะมี
ทั
้
งที่
ดิ
น มี
ทั
้
งอาคาร มี
ทั
้
งเครื่
องมื
อ มี
ทั
้
งบุ
คลากร คื
อ พระ มี
ทั
้
งงบประมาณ คื
อ เงิ
นทองข้
าวของที่
ชาวบ้
านถวาย มี
ทั
้
ง
ศรั
ทธาของประชากรซึ
่
งเป็
นทรั
พยากรที่
สํ
าคั
ญ”
พระสงฆ์
ในวั
ดตะโหมดเป็
นพระนั
กพั
ฒนาที่
มี
บทบาทสํ
าคั
ญในการพั
ฒนาชุ
มชนตะโหมด
มาอย่
างยาวนานและต่
อเนื่
องจนถึ
งปั
จจุ
บั
น ได้
ประยุ
กต์
เอาคุ
ณค่
าและตี
ความหลั
กธรรมต่
าง ๆ
ออกมาได้
อย่
างสมสมั
ย จนก่
อให้
เกิ
ดการพั
ฒนาทั
้
งทางวั
ฒนธรรม สั
งคม เศรษฐกิ
จและ
ทรั
พยากรธรรมชาติ
และที่
สํ
าคั
ญเป็
นที่
พึ
่
งทางใจให้
กั
บคนในชุ
มชนตะโหมดในเกื
อบทุ
กเรื่
อง
พระสงฆ์
วั
ดตะโหมดที่
มี
บทบาทสํ
าคั
ญต่
อชุ
มชน ได้
แก่
๑.) พระครู
อุ
ทิ
ตกิ
จจาทร เจ้
าอาวาสวั
ดตะโหมดในปั
จจุ
บั
น สถานะเดิ
มชื่
อ จ้
วน เขี
ยวจี
น
เกิ
ดเมื่
อปี
๒๔๖๗ เดิ
มอยู
่
บ้
านท่
านํ
้
าออก หมู
่
ที่
๓ ตํ
าบลตะโหมด อํ
าเภอตะโหมด จั
งหวั
ดพั
ทลุ
ง
สํ
าเร็
จการศึ
กษาชั
้
นประถมศึ
กษาปี
ที่
๔ จากโรงเรี
ยนวั
ดตะโหมด อุ
ปสมบทเมื่
อวั
นที่
๑๘ มิ
ถุ
นายน
๒๔๘๘ ณ วั
ดตะโหมด สอบไล่
ได้
นั
กธรรมชั
้
นโทเมื่
อปี
๒๔๙๒ ต่
อมาได้
รั
บแต่
งตั
้
งเป็
นเจ้
าอาวาส
วั
ดตะโหมด เจ้
าคณะตํ
าบลตะโหมด พระอุ
ปั
ชฌาย์
และเจ้
าคณะอํ
าเภอตะโหมด ตามลํ
าดั
บ ท่
านมี
ความมุ ่
งมั ่
น ทุ
่
มเทพลั
งกาย พลั
งใจ พลั
งทรั
พย์
และพลั
งสติ
ปั
ญญาทุ
กด้
านที่
จะพั
ฒนาวั
ดตะโหมดให้
เจริ
ญมั
่
นคง เป็
นศู
นย์
กลางแห่
งศรั
ทธาของฆราวาสชาวตะโหมดและชาวบ้
านใกล้
เคี
ยง ท่
านมี
ความ
สนใจใฝ่
รู
้
ใฝ่
ศึ
กษา และมี
วิ
สั
ยทั
ศน์
กว้
างไกลในด้
านการศึ
กษาทั
้
งทางโลกและทางธรรม นอกจาก
งานปกครองภายในวั
ดในฐานะเจ้
าอาวาสแล้
ว ท่
านย ั
งเป็
นที่
พึ
่
งสํ
าคั
ญของชุ
มชน โดยได้
อุ
ทิ
ศตนใน
๖๒
สุ
รเชษฐ เวชชพิ
ทั
กษ์
. ๒๕๓๓. รากฐานแห่
งชี
วิ
ต: ว ั
ฒนธรรมชนบทกั
บการพั
ฒนา. กรุ
งเทพมหานคร:
สํ
านั
กพิ
มพ์
หมู
่
บ้
าน, ๒๗.