๓๔
ในการบุ
กเบิ
กพื
้
นที่
นาที่
ใช้
เป็
นประจํ
า ได้
แก่
จอบและพร้
า ส่
วนการเตรี
ยมดิ
นหรื
อไถนา ใช้
เครื่
อง
ไถที่
ทํ
าด้
วยไม้
และใช้
แรงงานวั
วหรื
อควาย
นอกจากนี
้
ชาวบ้
านย ั
งพึ
่
งพาผลผลิ
ตที่
ได้
จากป่
า เช่
น นํ
้
ามั
นยาง นํ
้
าผึ
้
งรวง หวาย
สมุ
นไพร ยารั
กษาโรค สั
ตว์
ป่
า เป็
นต้
น ซึ
่
งผลผลิ
ตดั
งกล่
าวนั
บว่
าเป็
นแหล่
งรายได้
ที่
สํ
าคั
ญของ
ครั
วเรื
อน บางครั
วเรื
อนเลื
อกอาชี
พการพึ
่
งพาผลผลิ
ตจากป่
าเพี
ยงอย่
างเดี
ยว โดยมิ
ได้
มี
การบุ
กเบิ
ก
พื
้
นที่
เพื่
อทํ
าเกษตรกรรม แม้
ในสมั
ยนั
้
นย ั
งมี
พื
้
นที่
ว่
างให้
จั
บจองได้
สะดวกก็
ตาม แต่
ชาวบ้
านเหล่
านั
้
น
ก็
สามารถดํ
ารงชี
วิ
ตอยู
่
ได้
เนื่
องจากผลผลิ
ตที่
ได้
จากป่
ามี
อยู
่
จํ
านวนมาก เพราะทรั
พยากรธรรมชาติ
มี
ความอุ
ดมสมบู
รณ์
และชาวบ้
านสามารถเก็
บหาได้
อย่
างอิ
สระเสรี
ชาวบ้
านจึ
งดํ
ารงชี
พอย่
างพอเพี
ยง
อยู
่
กั
นแบบเครื
อญาติ
ในขณะนั
้
นเมื่
อจะดํ
าเนิ
นการใด ๆ ที่
เกิ
นกํ
าลั
งความสามารถของครั
วเรื
อนไม่
จํ
าเป็
นต้
องจ้
างแรงงาน ใช้
การออกปาก ลงแขกจากเพื่
อนบ้
านให้
มาช่
วยลงแรงทํ
างานโดยไม่
คิ
ด
ค่
าแรงและไม่
มี
เงื่
อนไขว่
าจะต้
องใช้
แรงงานคื
น มี
แต่
เลี
้
ยงอาหารเท่
านั
้
น
การที่
ชาวบ้
านในชุ
มชนตะโหมดอาศั
ยผลผลิ
ตจากป่
าเพื่
อการดํ
ารงชี
พ จึ
งเป็
นช่
วงที่
คนกั
บป่
าย ั
งอยู
่
ร่
วมกั
นอย่
างใกล้
ชิ
ด ชาวบ้
านจึ
งให้
ความเคารพป่
า มี
ความเชื่
อเกี่
ยวกั
บสิ
่
งศั
กดิ
์
สิ
ทธิ
์
สํ
านึ
กในบุ
ญคุ
ณและย ํ
าเกรงต่
อป่
า เช่
น เชื่
อว่
าต้
นไม้
ใหญ่
เป็
นที่
สิ
งสถิ
ตของเจ้
าป่
าเจ้
าเขา ชาวบ้
านจึ
ง
ไม่
ตั
ดไม้
ใหญ่
และจะขออนุ
ญาตเจ้
าป่
าก่
อนทุ
กครั
้
งที่
จะล่
าสั
ตว์
เป็
นอาหาร การหั
กร้
างถางพงจะทํ
า
เฉพาะในป่
าบนที่
ราบเพื่
อตั
้
งบ้
านเรื
อนและทํ
าเป็
นที่
ดิ
นทํ
ากิ
นเท่
าที่
จํ
าเป็
นเท่
านั
้
น โดยใช้
วิ
ธี
บุ
กเบิ
ก
ด้
วยการใช้
แรงงานคนเป็
นหลั
ก การเปลี่
ยนแปลงการใช้
ประโยชน์
ที่
ดิ
นมี
ไม่
มากนั
ก และความ
ขั
ดแย ้
งของชาวบ้
านในการใช้
ประโยชน์
จากทรั
พยากรแทบจะไม่
ปรากฏ
จนกระทั
่
งประมาณปี
พ.ศ. ๒๔๖๔
คนในชุ
มชนตะโหมดเริ
่
มนํ
ายางพารามา
ปลู
กเป็
นครั
้
งแรก โดยผู
้
ที่
นํ
ายางพารามาปลู
กในระยะเริ
่
มแรกนี
้
มี
นายมิ
่
ง ชนะสิ
ทธ์
ได้
นํ
าเมล็
ด
ยางพารามาจากตํ
าบลควนลั
ง อํ
าเภอหาดใหญ่
จั
งหวั
ดสงขลา ในช่
วงแรกนํ
ามาปลู
กไม่
กี่
ต้
นปรากฏ
ว่
าเจริ
ญงอกงามดี
เป็
นที่
สนใจของคนตะโหมดพอสมควร แต่
คนตะโหมดในสมั
ยนั
้
นย ั
งไม่
มี
ความรู
้
เกี่
ยวกั
บยางพารา จึ
งเกิ
ดคํ
าถามขึ
้
นมากมาย ไม่
ว่
าจะเป็
นเรื่
องขั
้
นตอนที่
จะเอานํ
้
ายางออกจากต้
นยาง
การทํ
าแผ่
น และตลาดที่
จะซื
้
อยาง ทํ
าให้
การปลู
กยางของคนในชุ
มชนในสมั
ยนั
้
นมี
เพี
ยงไม่
กี่
ราย
กล่
าวคื
อ ประมาณ ๑๐ ราย และแต่
ละรายก็
จะปลู
กไม่
เกิ
น ๕ ไร่
โดยผู
้
ปลู
กเหล่
านี
้
จํ
ากั
ดอยู
่
ในเฉพาะ
ผู
้
นํ
าท้
องถิ ่
นและผู
้
ที่
มี
หั
วคิ
ดก้
าวหน้
าเท่
านั
้
น
การปลู
กยางของชุ
มชนตะโหมดในช่
วงระยะเวลาดั
งกล่
าว ย ั
งไม่
ส่
งผลต่
อการ
เปลี่
ยนแปลงการใช้
ที่
ดิ
นมากนั
ก พื
้
นที่
ปลู
กยางในขณะนั
้
นมี
ไม่
มาก และพื
้
นที่
ปลู
กส่
วนใหญ่
จะอยู
่
บริ
เวณที่
ราบใกล้
บ้
านเรื
อน ย ั
งไม่
มี
การปลู
กในพื
้
นที่
ป่
าต้
นนํ
้
า คนส่
วนมากในสมั
ยนั
้
นได้
บอก
ลู
กหลานว่
า พื
้
นที่
ป่
าที่
อยู
่
ทางด้
านหลั
งเขาหั
วช้
างหรื
อบริ
เวณเทื
อกเขาบรรทั
ด ซึ
่
งเป็
นป่
าที่
มี
ความ
๓๕
สั
มภาษณ์
สวาท ทองรั
กษ์
, แกนนํ
าชุ
มชนตะโหมด, ๑๙ สิ
งหาคม ๒๕๕๐.