Page 30 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

14
หนี
เข้
าป่
า และมี
ชาวกวยได้
ก่
อการกบฏขึ
น ดั
งเช่
นกบฏเชี
ยงแก้
ว พ.ศ.2334 ได้
เกิ
ดเหตุ
ในแขวงเขต
จํ
าปาศั
กดิ
และในเขตหั
วเมื
องต่
างๆ ในอุ
บลราชธานี
กบฏสาเกี
ยดโง้
ง พ.ศ.2363 เป็
นกบฏของข่
ที่
เกิ
ดขึ
นในพื
นที่
ลาวใต้
และบริ
เวณอี
สานใต้
ทางกรุ
งเทพฯ ได้
ให้
เจ้
าอนุ
วงศ์
ผู
ครองเวี
ยงจั
นทร์
ยก
ทั
พไปปราบและได้
จั
บสาเกี
ยดโง้
ง และชาวข่
า (กวย) พร้
อมทั
งครอบครั
วจํ
านวนมากส่
งมากรุ
งเทพฯ
พระบาทสมเด็
จพระพุ
ทธเลิ
ศหล้
านภาลั
ย โปรดเกล้
าฯ ให้
จํ
าสาเกี
ยดโง้
งไว้
ตลอดชี
วิ
ต ส่
วน
ครอบครั
วกวยโปรดให้
เป็
นตะพุ
นหญ้
าช้
าง ตั
งบ้
านเรื
อนที่
บางบอนธนบุ
รี
กวยเคยมี
จํ
านวนถึ
300,000 คน ถู
กลดจํ
านวนลงเหลื
อเพี
ยงไม่
กี่
พั
น เมื่
อรั
ฐไทยได้
เข้
าไปทํ
าการจั
ดเก็
บภาษี
ในบริ
เวณ
อี
สานใต้
โดยมี
การพั
ฒนาจั
ดเก็
บภาษี
เป็
นควาย ซึ่
งนอกเหนื
อจากภาษี
ของคนป่
า เพื่
อนํ
าส่
งไปยั
กรุ
งเทพฯ เช่
นปี
พ.ศ.2402 ที่
เมื
องสุ
ริ
นทร์
ให้
จั
ดส่
งควาย 61 ตั
ว เมื
องรั
ตนบุ
รี
163 ตั
ว และกองพระ
ยาภั
คดี
ชุ
มพลเมื
องชั
ยภู
มิ
32 ตั
การจั
ดเก็
บได้
ทวี
เพิ่
มความรุ
นแรงขึ
น เมื่
อชาวกวยไม่
มี
สิ่
งของเป็
นส่
วย
ให้
กั
บทางราชการ และพอถึ
งปลายรั
ชกาลที่
๔ ก็
เข้
ารอบวิ
กฤตอี
ก คื
อ กวย ไม่
มี
ส่
วยสิ่
งของส่
ง จึ
เอาตั
วคนกวย ส่
งส่
วยแทน ล่
วงมาถึ
งรั
ชกาลที่
๕ ได้
เกิ
ดกบฏผี
บุ
ญขึ
นใน พ.ศ.2444-2445 มี
การต่
อสู
ระหว่
างฝ่
ายกบฏกั
บฝ่
ายรั
ฐบาลสะพื
อ (ปั
จจุ
บั
นอยู
ในอํ
าเภอตระการพื
ชผล จั
งหวั
ดอุ
บลราชธานี
) หั
วหน้
ฝ่
ายกบฏคื
อ องค์
ลู
กน้
องขององค์
แก้
ว หั
วหน้
าพวกข่
า (กวย) ในลาว องค์
มั่
น มี
ชาวบ้
านเข้
าด้
วย
หลายพั
นคน เมื่
อปะทะกั
บกองกํ
าลั
งประมาณ 100 คน ของกรมขุ
นสรรพสิ
ทธิ
ประสงค์
ข้
าหลวง
สํ
าเร็
จราชการอี
สานในวั
นที่
4 เม.ย. ค.ศ.1902 (พ.ศ.2445) ที่
บ้
านสะพื
องค์
มั่
นก็
สั่
งให้
พรรคพวกนั่
งลง ภาวนาเอาบารมี
บุ
ญกุ
ศลเป็
นที่
พึ่
ง จะ
แคล้
วคลาดจากกระสุ
นปื
นใหญ่
ปรากฏว่
าฝ่
ายผู
มี
บุ
ญถู
กกระสุ
นปื
นใหญ่
ตายนั
บร้
อย ที่
เหลื
อถู
กจั
หรื
อแตกหนี
ไป เมื่
อพิ
จารณา ถึ
งสาเหตุ
การเกิ
ดกบฏ ถ้
ามองด้
านการปกครองรั
ฐบาลไทย ซึ่
งนํ
าเอา
อย่
างประเทศอาณานิ
คม คื
อ อั
งกฤษ ด้
านวั
ฒนธรรมไม่
เอาใจใส่
หรื
อไม่
สนใจกั
บรากฐานทาง
วั
ฒนธรรม ดั
งเดิ
มที่
ตนเข้
าไปปกครอง ขณะเดี
ยวกั
นก็
มี
ความพยายามที่
จะกดดั
นวั
ฒนธรรมเดิ
ให้
อ่
อนด้
อยลงพร้
อมกั
บการนํ
าเอาวั
ฒนธรรมใหม่
เข้
าไปแทน
ในแง่
วั
ฒนธรรมทางการเมื
อง คื
อ การล้
มเลิ
กระบบกิ
นเมื
อง การเก็
บภาษี
มี
การเปลี่
ยนเเปลง คื
อ การเก็
บภาษี
เป็
นตั
วเงิ
นที่
เห็
นได้
ชั
ดคื
อการเก็
บเงิ
นค่
าราชการ แต่
เดิ
มรั
ฐบาล
ใช้
การเกณฑ์
เเรงงานเเละส่
วย เมื่
อมี
การปลดไพร่
รั
ฐบาลเองก็
ต้
องการเงิ
นมากกว่
าเเรงงาน
ในปี
พ.ศ.2439 รั
ฐบาลให้
ทุ
กคนเสี
ยค่
าราชการคนละ 6 บาท เป็
นมาตรฐานเดี
ยวกั
บภาคกลาง
ในขณะที่
ภาคอี
สาน เศรษฐกิ
จยั
งไม่
เปลี่
ยนเเปลงมากนั
ก ดั
งนั
นจึ
งก่
อเกิ
ดปั
ญหาชาวนาในภาค
อี
สานประสบความยากลํ
าบาก ในการหาเงิ
นเสี
ยค่
าราชการ และยั
งสะท้
อนให้
เกิ
ดการเคลื่
อนย้
าย