๒
ดั
งนั
้
นจึ
งอาจกล่
าวได้
ว่
า การท่
องเที
่
ยวนั
บเป็
นกิ
จกรรมประการหนึ
่
งที
่
มี
ความสั
มพั
นธ์
กั
บ
วั
ฒนธรรมของชาวบ้
านท้
องถิ่
นทั
้
งในแง่
ของการสร้
าง การอนุ
ร ั
กษ์
และการดั
ดเแปลงวั
ฒนธรรม
เพื
่
อตอบสนองนั
กท่
องเที
่
ยวภายใต้
เงื
่
อนไขของการท่
องเที
่
ยวแบบมวลชนอย่
างยิ่
ง
ขณะเดี
ยวกั
น
การท่
องเที
่
ยวทางเลื
อกเองก็
ได้
อธิ
บายการท่
องเที
่
ยวทางวั
ฒนธรรม
(Cultural Tourism) ในประเด็
นข้
างต้
นอย่
างน่
าสนใจ ทั
้
งนี
้
Valene L. Smith (๑๙๘๙ : ๔) ได้
อธิ
บายการท่
องเที
่
ยวทางวั
ฒนธรรมไว้
ว่
า
“…การท่
องเที
่
ยวทางวั
ฒนธรรมเป็
น “การวาดภาพ”
หรื
อ “การแต่
งแต้
มสี
สั
นให้
กั
บท้
องถิ
่
น” ผ่
านการรื
้
อฟื
้
นร่
องรอยของการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตที
่
สู
ญหายไป
แล้
วในความทรงจํ
าของมนุ
ษย์
เกี
่
ยวกั
บ “เรื
่
องเก่
าๆ” เช่
น บ้
านเรื
อน ผ้
าทอมื
อ ม้
าหรื
อวั
วเที
ยม
เกวี
ยน คั
นไถ และเครื
่
องใช้
หั
ตถกรรมฯลฯ ให้
กลั
บขึ
้
นมาอี
กคร ั
้
ง และนํ
าไปสู
่
กิ
จกรรมการ
ท่
องเที
่
ยวต่
างๆ เช่
น การทานอาหารและการพํ
านั
กแบบ “บ้
านนอก (rustic)” การจั
ดแสดงทาง
วั
ฒนธรรม การแต่
งกายแบบงานพิ
ธี
ในท้
องถิ
่
น หรื
อแม้
กระทั
่
งการล่
าสั
ตว์
ในป ่
า…”
คํ
าอธิ
บาย
ของ Valene L. Smith ดั
งกล่
าว นั
บเป็
นเครื
่
องยื
นยั
นให้
เห็
นถึ
งการท่
องเที
่
ยวและผลกระทบ
ทางการท่
องเที
่
ยวที
่
มี
ต่
อวั
ฒนธรรมได้
เป็
นอย่
างดี
อย่
างไรก็
ดี
ไม่
เพี
ยงแต่
การท่
องเที
่
ยวจะส่
งผลต่
อวั
ฒนธรรมเท่
านั
้
น หากพิ
จารณาในระดั
บ
ลึ
กมากขึ
้
นจะพบว่
า ภาพสะท้
อนของวั
ฒนธรรมกลั
บเป็
นสื
่
อกลางที
่
ชี
้
ให้
เห็
นถึ
ง “คน” ที
่
เป็
น
เจ้
าของวั
ฒนธรรม และ “คน” ในฐานะผู
้
ใช้
วั
ฒนธรรมเพื
่
อการท่
องเที
่
ยวอี
กด้
วย สิ่
งที
่
น่
าสนใจ
ประการหนึ
่
งก็
คื
อ “คน” ในฐานะเจ้
าของวั
ฒนธรรม ได้
ถู
กอธิ
บายผ่
านความเป็
นกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ซึ
่
ง
มี
ลั
กษณะทางวั
ฒนธรรมที
่
เฉพาะและสามารถ “แต่
งแต้
มสี
สั
น” เพื
่
อ “รื
้
อฟื
้
นร่
องรอยของการ
ดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตที
่
สู
ญหายไปแล้
ว” ให้
เป็
นจุ
ดสนใจของนั
กท่
องเที
่
ยวต่
างถิ่
นได้
ดั
งนั
้
นความเป็
นการ
ท่
องเที
่
ยว วั
ฒนธรรม และกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
จึ
งไม่
สามารถแยกออกจากกั
นได้
อย่
างเด็
ดขาด และการ
ท่
องเที
่
ยวทางวั
ฒนธรรมกั
บการท่
องเที
่
ยวกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
(Ethnic Tourism) ซึ
่
งเป็
นอี
กแขนง
หนึ
่
ง
ของการท่
องเที
่
ยวทางเลื
อกก็
ไม่
สามารถแยกออกจากกั
นได้
คํ
ากล่
าวนี
้
สามารถยื
นยั
นได้
จากคํ
าอธิ
บายของ Valene L. Smith (Smith, ๑๙๘๙ : ๔) อี
ก
เช่
นกั
น ที
่
กล่
าวถึ
งการท่
องเที
่
ยวกลุ
่
มชาติ
พั
นธุ
์
ไว้
ว่
าเป็
นการท่
องเที
่
ยวที
่
เกี
่
ยวข้
องกั
บประเพณี
“แปลกๆ (Quient)” ของคนพื
้
นเมื
องและคนต่
างถิ่
นออกไป กิ
จกรรมที
่
น่
าสนใจของการท่
องเที
่
ยว
ประเภทนี
้
จึ
งได้
แก่
การนํ
านั
กท่
องเที
่
ยวไปเยี
่
ยมเยื
อนบ้
านและหมู
่
บ้
านของคนพื
้
นเมื
อง พร้
อมกั
บ
การเฝ้
าสั
งเกตงานเฉลิ
มฉลอง และการเต้
นรํ
าต่
างๆ พร้
อมกั
บการจั
บจ่
ายสิ
นค้
าหรื
อของแปลกๆ
ของคนพื
้
นเมื
อง และบ่
อยคร ั
้
งที
่
เป้
าหมายของนั
กท่
องเที
่
ยวประเภทนี
้
ก็
คื
อการเดิ
นทางที
่
ออกไปที
่
ห่
างไกลจากการเดิ
นทางประจํ
า (beaten path)
๑
Valene L. Smith ได้
แบ่
งแขนงการท่
องเที
่
ยวทางเลื
อกออกเป็
น 5 แขนงใหญ่
ด้
วยกั
น ได้
แก่
การ
ท่
องเที
่
ยวกลุ
่
มชาติ
พั
นธ์
(Ethnic tourism) การท่
องเที
่
ยววั
ฒนธรรม (Cultural tourism) การท่
องเที
่
ยว
ประวั
ติ
ศาสตร์
(Historical tourism) การท่
องเที
่
ยวสิ่
งแวดล้
อม (Environmental tourism) และการท่
องเที
่
ยว
นั
นทนาการ (Recreation tourism) ( Smith,๑๙๘๙ : ๔-๕)