Page 13 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

ดั
งนั
นจึ
งอาจกล่
าวได้
ว่
า การท่
องเที
ยวนั
บเป็
นกิ
จกรรมประการหนึ
งที
มี
ความสั
มพั
นธ์
กั
วั
ฒนธรรมของชาวบ้
านท้
องถิ่
นทั
งในแง่
ของการสร้
าง การอนุ
ร ั
กษ์
และการดั
ดเแปลงวั
ฒนธรรม
เพื
อตอบสนองนั
กท่
องเที
ยวภายใต้
เงื
อนไขของการท่
องเที
ยวแบบมวลชนอย่
างยิ่
ขณะเดี
ยวกั
การท่
องเที
ยวทางเลื
อกเองก็
ได้
อธิ
บายการท่
องเที
ยวทางวั
ฒนธรรม
(Cultural Tourism) ในประเด็
นข้
างต้
นอย่
างน่
าสนใจ ทั
งนี
Valene L. Smith (๑๙๘๙ : ๔) ได้
อธิ
บายการท่
องเที
ยวทางวั
ฒนธรรมไว้
ว่
“…การท่
องเที
ยวทางวั
ฒนธรรมเป็
น “การวาดภาพ”
หรื
อ “การแต่
งแต้
มสี
สั
นให้
กั
บท้
องถิ
น” ผ่
านการรื
อฟื
นร่
องรอยของการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตที
สู
ญหายไป
แล้
วในความทรงจํ
าของมนุ
ษย์
เกี
ยวกั
บ “เรื
องเก่
าๆ” เช่
น บ้
านเรื
อน ผ้
าทอมื
อ ม้
าหรื
อวั
วเที
ยม
เกวี
ยน คั
นไถ และเครื
องใช้
หั
ตถกรรมฯลฯ ให้
กลั
บขึ
นมาอี
กคร ั
ง และนํ
าไปสู
กิ
จกรรมการ
ท่
องเที
ยวต่
างๆ เช่
น การทานอาหารและการพํ
านั
กแบบ “บ้
านนอก (rustic)” การจั
ดแสดงทาง
วั
ฒนธรรม การแต่
งกายแบบงานพิ
ธี
ในท้
องถิ
น หรื
อแม้
กระทั
งการล่
าสั
ตว์
ในป ่
า…”
คํ
าอธิ
บาย
ของ Valene L. Smith ดั
งกล่
าว นั
บเป็
นเครื
องยื
นยั
นให้
เห็
นถึ
งการท่
องเที
ยวและผลกระทบ
ทางการท่
องเที
ยวที
มี
ต่
อวั
ฒนธรรมได้
เป็
นอย่
างดี
อย่
างไรก็
ดี
ไม่
เพี
ยงแต่
การท่
องเที
ยวจะส่
งผลต่
อวั
ฒนธรรมเท่
านั
น หากพิ
จารณาในระดั
ลึ
กมากขึ
นจะพบว่
า ภาพสะท้
อนของวั
ฒนธรรมกลั
บเป็
นสื
อกลางที
ชี
ให้
เห็
นถึ
ง “คน” ที
เป็
เจ้
าของวั
ฒนธรรม และ “คน” ในฐานะผู
ใช้
วั
ฒนธรรมเพื
อการท่
องเที
ยวอี
กด้
วย สิ่
งที
น่
าสนใจ
ประการหนึ
งก็
คื
อ “คน” ในฐานะเจ้
าของวั
ฒนธรรม ได้
ถู
กอธิ
บายผ่
านความเป็
นกลุ
มชาติ
พั
นธุ
ซึ
มี
ลั
กษณะทางวั
ฒนธรรมที
เฉพาะและสามารถ “แต่
งแต้
มสี
สั
น” เพื
อ “รื
อฟื
นร่
องรอยของการ
ดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตที
สู
ญหายไปแล้
ว” ให้
เป็
นจุ
ดสนใจของนั
กท่
องเที
ยวต่
างถิ่
นได้
ดั
งนั
นความเป็
นการ
ท่
องเที
ยว วั
ฒนธรรม และกลุ
มชาติ
พั
นธุ
จึ
งไม่
สามารถแยกออกจากกั
นได้
อย่
างเด็
ดขาด และการ
ท่
องเที
ยวทางวั
ฒนธรรมกั
บการท่
องเที
ยวกลุ
มชาติ
พั
นธุ
(Ethnic Tourism) ซึ
งเป็
นอี
กแขนง
หนึ
ของการท่
องเที
ยวทางเลื
อกก็
ไม่
สามารถแยกออกจากกั
นได้
คํ
ากล่
าวนี
สามารถยื
นยั
นได้
จากคํ
าอธิ
บายของ Valene L. Smith (Smith, ๑๙๘๙ : ๔) อี
เช่
นกั
น ที
กล่
าวถึ
งการท่
องเที
ยวกลุ
มชาติ
พั
นธุ
ไว้
ว่
าเป็
นการท่
องเที
ยวที
เกี
ยวข้
องกั
บประเพณี
“แปลกๆ (Quient)” ของคนพื
นเมื
องและคนต่
างถิ่
นออกไป กิ
จกรรมที
น่
าสนใจของการท่
องเที
ยว
ประเภทนี
จึ
งได้
แก่
การนํ
านั
กท่
องเที
ยวไปเยี
ยมเยื
อนบ้
านและหมู
บ้
านของคนพื
นเมื
อง พร้
อมกั
การเฝ้
าสั
งเกตงานเฉลิ
มฉลอง และการเต้
นรํ
าต่
างๆ พร้
อมกั
บการจั
บจ่
ายสิ
นค้
าหรื
อของแปลกๆ
ของคนพื
นเมื
อง และบ่
อยคร ั
งที
เป้
าหมายของนั
กท่
องเที
ยวประเภทนี
ก็
คื
อการเดิ
นทางที
ออกไปที
ห่
างไกลจากการเดิ
นทางประจํ
า (beaten path)
Valene L. Smith ได้
แบ่
งแขนงการท่
องเที
ยวทางเลื
อกออกเป็
น 5 แขนงใหญ่
ด้
วยกั
น ได้
แก่
การ
ท่
องเที
ยวกลุ
มชาติ
พั
นธ์
(Ethnic tourism) การท่
องเที
ยววั
ฒนธรรม (Cultural tourism) การท่
องเที
ยว
ประวั
ติ
ศาสตร์
(Historical tourism) การท่
องเที
ยวสิ่
งแวดล้
อม (Environmental tourism) และการท่
องเที
ยว
นั
นทนาการ (Recreation tourism) ( Smith,๑๙๘๙ : ๔-๕)