Page 39 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

29
ครอบครั
วต
องแยกจากกั
นเพราะการเสี
ยชี
วิ
ต และการพลั
ดพรากจากกั
น เป
นต
น สาเหตุ
ที่
สอง
มาจากเทคโนโลยี
(Technology) เมื่
อมี
สิ่
งใหม
ที่
ทั
นสมั
ยเกิ
ดขึ้
นในสั
งคมไม
ว
าจะเป
นการคิ
ดค
นได
เองหรื
อการรั
บเอามาใช
สั
งคมย
อมได
รั
บผลกระทบและมี
การเปลี่
ยนแปลง ซึ่
งอาจเป
นระดั
บกลุ
หรื
อระดั
บโครงสร
างสั
งคมขึ้
นอยู
กั
บว
าคนในสั
งคมได
รั
บผลประโยชน
จากเทคโนโลยี
นั้
นมากหรื
น
อย เพราะเทคโนโลยี
ทํ
าให
มนุ
ษย
ต
องเปลี่
ยนพฤติ
กรรมในการกระทํ
าต
อกิ
จกรรมที่
นํ
าเอา
เทคโนโลยี
มาใช
บางสิ่
งต
องสร
างระเบี
ยบในการทํ
างานใหม
เพื่
อให
สอดคล
องกั
บการทํ
างานของ
เทคโนโลยี
แต
เทคโนโลยี
บางอย
างอาจทํ
าให
มนุ
ษย
ต
องทํ
างานมากขึ้
นและเร็
วขึ้
นจนต
องทํ
าให
ความสั
มพั
นธ
ที่
มี
ต
อครอบครั
วและคนอื่
น ๆ ในชี
วิ
ตประจํ
าวั
นมี
การเปลี่
ยนแปลงไป แต
ขณะเดี
ยวกั
นเมื่
อมี
การนํ
าเอาเทคโนโลยี
มาใช
อาจทํ
าให
เกิ
ดความล
าทางวั
ฒนธรรม (Cultural lag)
ซึ่
งเป
นช
องว
างระหว
างสิ่
งเก
ากั
บสิ่
งใหม
ที
ปรั
บตั
วในอั
ตราที่
ไม
เท
ากั
นจนเกิ
ดเป
นความเหลื่
อมล้ํ
ระหว
างกั
นและเป
นป
ญหาสั
งคมตามมา สาเหตุ
ที่
สาม มาจากวั
ฒนธรรมวั
ตถุ
(Nonmaterial culture)
นั
กสั
งคมวิ
ทยามองว
า วั
ฒนธรรมที่
เป
นวั
ตถุ
เป
นสาเหตุ
ที่
สํ
าคั
ญที่
ทํ
าให
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงของ
วั
ฒนธรรมที่
เป
นวั
ตถุ
ตามมา สิ่
งประดิ
ษฐ
ต
าง ๆ ที่
มนุ
ษย
สร
างขึ้
นมาทั้
งหลายเกิ
ดมาจากคติ
นิ
ยม
(Ideology) ที่
ถ
ายทอดออกมาสู
วั
ฒนธรรมที่
เป
นวั
ตถุ
หากความคิ
ดเห็
น ความเชื่
อ และวิ
ธี
การคิ
ของคนในสั
งคมต
องเปลี่
ยนแปลงไปตามสภาพแวดล
อมเพื่
อให
เกิ
ดความอยู
รอด การเปลี่
ยนแปลง
ภายในสั
งคมก็
จะเกิ
ดขึ้
นตามมา
สาเหตุ
ที่
สี่
มาจากกระบวนการทางวั
ฒนธรรม (Cultural
processes) เมื่
อเกิ
ดการค
นพบ (Discovery) และมี
การประดิ
ษฐ
(Invention) จนเกิ
ดเป
วั
ฒนธรรม (Innovation) ขึ้
นในสั
งคม การเคลื่
อนไหวทางสั
งคม (Social movement) ทํ
าให
เกิ
ดการ
แพร
กระจายของวั
ฒนธรรม (Cultural diffusion) จากคนกลุ
มหนึ่
งหรื
อสั
งคมหนึ่
ง ไปสู
คนกลุ
มอื่
หรื
อสั
งคมอื่
น สั
งคมที่
รั
บเอาวั
ฒนธรรมไว
ใช
ก็
จะเกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงในสั
งคมเกิ
ดขึ้
น และสาเหตุ
สุ
ดท
าย มาจากการพั
ฒนาทางเศรษฐกิ
จ (Economic development) ทํ
าให
เกิ
ดความทั
นสมั
(Modernization) เพราะมี
การเปลี่
ยนแปลงการผลิ
ตตามแบบดั้
งเดิ
มในยุ
คสั
งคมเกษตรกรรม
(Preindustrial society) ไปสู
การผลิ
ตแบบอุ
ตสาหกรรมและแบบเมื
อง ทํ
าให
สั
งคมเกิ
ดการ
เปลี่
ยนแปลงไปสู
ความเป
นอุ
ตสาหกรรม (Industrialization) ที่
เปลี่
ยนระบบการผลิ
ตจากการใช
แรงงานมนุ
ษย
ไปสู
การใช
แรงงานจากเครื่
องจั
กรกล ใช
ระบบการทํ
างานแบบอุ
ตสาหกรรม บริ
เวณที่
มี
การเปลี่
ยนแปลงไปสู
ความเป
นอุ
ตสาหกรรม เกิ
ดความเป
นเมื
อง (Urbanization) เพราะมี
การ
อพยพแรงงานจากชนบทเข
ามาทํ
างานในภาคอุ
ตสาหกรรม การทํ
างานในกิ
จกรรมต
าง ๆ เปลี่
ยน
รู
ปแบบไปสู
ความเป
นระบบราชการ (Bureaucratization) เกิ
ดเป
นองค
กรขนาดใหญ
ที่
มี
การจั
ดการ
อย
างเป
นทางการ