Page 33 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

23
ด
านความเมตตา-กรุ
ณา เช
น การช
วยผู
เจ็
บป
วย มี
ความทุ
กข
คุ
ณธรรมความกตั
ญู
กตเวที
ฯลฯ
กระบวนการเรี
ยนรู
และความรู
ที่
เกิ
ดขึ้
น จึ
งมิ
ได
ถู
กใช
เพื่
อพั
ฒนาความสั
มพั
นธ
เชิ
งอํ
านาจหรื
ส
งเสริ
มการเอาเปรี
ยบเบี
ยดเบี
ยนกั
น ในทางตรงข
าม ความรู
จะได
รั
บการกํ
ากั
บด
วยคุ
ณธรรม
เพราะผู
ที่
สั
งคมยอมรั
บว
ามี
ความรู
เป
น “ผู
รู
” จะต
องมี
คุ
ณธรรมด
วยเสมอ การเรี
ยนรู
ที่
บู
รณาการ
ทั้
งเนื้
อหา แหล
งเรี
ยนรู
และกระบวนการอย
างหลากหลายโดยไม
แยกออกจากวิ
ถี
ชี
วิ
ตจริ
งของ
บุ
คคลและชุ
มชน นอกจากมี
ผลให
การเรี
ยนรู
เกิ
ดขึ้
นอย
างกว
างขวาง โดยต
อเนื่
องตลอดเวลาและ
ตลอดชี
วิ
ตแล
ว ยั
งสามารถตอบสนองต
อเงื่
อนไขของบุ
คคลแต
ละคนได
อย
างมี
ประสิ
ทธิ
ภาพ เพราะ
โดยข
อเท็
จจริ
งแล
ว มนุ
ษย
แต
ละคนมี
ความสามารถในการเรี
ยนรู
แตกต
างกั
น มี
ความถนั
ด ทั
กษะ
ฉั
นทะ และจุ
ดมุ
งหมายของการเรี
ยนรู
ที่
แตกต
างกั
นไป ความหลากหลายในการตอบสนองความ
เฉพาะดั
งกล
าว ส
งเสริ
มให
กระบวนการเรี
ยนรู
ของชุ
มชนมี
ประสิ
ทธิ
ภาพในการถ
ายทอดค
านิ
ยม
แบบแผนของวิ
ถี
ชี
วิ
ตบุ
คคลและชุ
มชนไปสู
คนรุ
นต
อไปได
ทํ
าให
ชุ
มชนเป
นป
กแผ
น ในขณะที่
บุ
คคล
แต
ละคนก็
สามารถพั
ฒนาศั
กยภาพในการดํ
ารงชี
วิ
ต การทํ
ามาหากิ
น การแก
ไขป
ญหาของตนเอง
ทั้
ง ๆ ที่
กระบวนการเรี
ยนรู
หลายด
านจะอยู
ในลั
กษณะการเลี
ยนแบบ ท
องจํ
า จดจํ
า หรื
อ"การรั
บรู
"
เพื่
อทํ
าตามอย
าง แต
เนื้
อหาของการเรี
ยนรู
ที่
เป
นเรื่
องในวิ
ถี
ชี
วิ
ตจริ
ง ได
สร
างเงื่
อนไขให
ผู
เรี
ยนต
อง
ปฏิ
บั
ติ
ด
วยตนเอง ไม
ว
าการฝ
กฝนด
านกายภาพหรื
อด
านจิ
ตใจ ก็
ต
องผ
านกระบวนการคิ
ด การใช
เหตุ
ผล ไม
สามารถจะใช
แต
ความจํ
าเพี
ยงอย
างเดี
ยวล
วน ๆ ได
ในระหว
างปฏิ
บั
ติ
เอง ในขณะเดี
ยวกั
ลั
กษณะของกระบวนการเรี
ยนรู
ในสั
งคมยุ
คชุ
มชนที่
มี
ความหลากหลายหรื
อแตกต
างกั
นมี
ผลให
กระบวนการเรี
ยนรู
พั
ฒนาสร
างใหม
ในสิ่
งที่
ถ
ายทอดไปด
วย เนื่
องจากเป
นการเรี
ยนรู
แบบ
มี
ปฏิ
สั
มพั
นธ
มี
การปฏิ
บั
ติ
ฝ
กฝน และการคิ
ด อยู
ตลอดเวลาในทุ
กเนื้
อหาและมี
การทดสอบ
ประเมิ
นผลด
วยการปฏิ
บั
ติ
จริ
ง กระบวนการเรี
ยนรู
จึ
งส
งผลให
บุ
คคลมี
ความสามารถพั
ฒนาความรู
ใหม
ได
ด
วย ประกอบกั
บโครงสร
างทางสั
งคมแบบแนวราบ และความสั
มพั
นธ
เชิ
งสั
งคมของชุ
มชน
ก็
ยิ่
งเอื้
อให
เกิ
ดการแลกเปลี่
ยนการเรี
ยนรู
ระหว
างบุ
คคลได
มากขึ้
น จนกระทั่
งสั่
งสมเป
นภู
มิ
ป
ญญา
ท
องถิ่
นที่
ช
วยให
ชุ
มชนแต
ละแหล
งดํ
ารงอยู
ได
อย
างมั่
นคง
วั
ฒนธรรมการทํ
างานของผู
คน
วั
ฒนธรรมต
างชาติ
ต
อการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมที่
เป
นวั
ฒนธรรม
การทํ
างานมี
นั
กวิ
ชาการหลายท
านได
ให
ความหมายและนั
ยแตกต
างกั
นกล
าวคื
อ วั
ฒนธรรมการ
ทํ
างานตามแนวคิ
ดของเฉลี
ยว บุ
รี
ภั
กดี
(2527) หมายถึ
งแบบแผนการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตด
านการทํ
างาน
ของสมาชิ
กในสั
งคม รวมถึ
งกิ
จกรรมทุ
กอย
างที่
มี
ลั
กษณะเป
นการทํ
างาน แต
สํ
าหรั
บประเวศ วะสี
(2528) วั
ฒนธรรมการทํ
างานในสั
งคมไทยมี
การเปลี่
ยนแปลงอย
างรวดเร็
วก
อให
เกิ
ดความ