22
ตลอดเวลาด
วย ดั
งนั้
นบริ
บทหรื
อสิ่
งแวดล
อมระดั
บต
าง ๆ รอบตั
วป
จเจกบุ
คคล จึ
งมี
อิ
ทธิ
พลโดยตรง
ทั้
งในด
านการผลิ
ตซ้ํ
าสิ่
งเดิ
มและการสร
างสรรค
สิ่
งใหม
ของสั
งคม ขึ้
นกั
บคุ
ณลั
กษณะของ
กระบวนการเรี
ยนรู
และระดั
บปฏิ
สั
มพั
นธ
ในกระบวนการเรี
ยนรู
ของมนุ
ษย
กั
บสิ่
งแวดล
อมนั้
น ๆ
โดยนั
ยนี้
การลดหายไปของจิ
ตสํ
านึ
กทางสั
งคมในยุ
คสมั
ยใหม
จึ
งสั
มพั
นธ
กั
บวิ
ถี
ชี
วิ
ตของสั
งคมใน
ยุ
คทั
นสมั
ย (Modernization) หรื
อโลกาภิ
วั
ตน
(Globalization) หรื
ออี
กนั
ยหนึ่
งคื
อการเปลี่
ยนแปลง
ไปของระบบความสั
มพั
นธ
ในระดั
บต
าง ๆ มี
ผลกระทบต
อกระบวนการเรี
ยนรู
ด
านจิ
ตสํ
านึ
กทาง
สั
งคมมากที่
สุ
ด ซึ่
งวั
ฒนธรรมการเรี
ยนรู
เพื่
อจิ
ตสํ
านึ
กต
อสั
งคมหรื
อชุ
มชน ก
อนการพั
ฒนาไปสู
ความ
ทั
นสมั
ยนั้
น วั
ฒนธรรมการเรี
ยนรู
ในยุ
คชุ
มชน มี
ลั
กษณะสํ
าคั
ญที่
ส
งเสริ
มจิ
ตสํ
านึ
กชุ
มชนหรื
อ
ส
วนรวมดั
งนี้
1. กระบวนการเรี
ยนรู
ได
สร
างและพั
ฒนาความรู
ที่
สอดคล
องกั
บชี
วิ
ตจริ
งอย
าง
รอบด
าน มี
บู
รณาการทั้
งระดั
บบุ
คคลและชุ
มชน สามารถใช
ประโยชน
ในการดํ
ารงชี
วิ
ต อย
าง
ครอบคลุ
มเป
นองค
รวม(ร
างกาย-จิ
ตใจ-สั
งคม-ธรรมชาติ
) คื
อมี
ทั้
งความรู
ในด
านทํ
ามาหากิ
น ที่
อยู
อาศั
ย รั
กษาสุ
ขภาพ ฯลฯ ความรู
เกี่
ยวกั
บระบบธรรมชาติ
เพื่
อการดํ
ารงชี
วิ
ตทางกายภาพให
อยู
รอด
ปลอดภั
ย และมี
องค
ความรู
ในการนํ
าจิ
ตใจของมนุ
ษย
ให
เข
าถึ
งหรื
อสั
มผั
สกั
บอุ
ดมคติ
สั
จธรรม สิ่
ง
เหนื
อธรรมชาติ
ฯลฯ โดยถื
อว
าเป
นความรู
ที่
มี
คุ
ณค
าสู
งสุ
ด อั
นสะท
อนว
าวั
ฒนธรรมการเรี
ยนรู
สมั
ย
เดิ
มให
คุ
ณค
ากั
บความรู
ในด
านจิ
ตใจ (จิ
ตวิ
ญญาณ) มากที่
สุ
ด ยิ่
งไปกว
านั้
น ยั
งให
ความรู
ดั
งกล
าว
เป
นแกนกลางของการใช
ความรู
อื่
นในวิ
ถี
ชี
วิ
ตประจํ
าวั
นด
านอื่
นด
วย ทํ
าให
ระบบความสั
มพั
นธ
ทุ
ก
ระดั
บพึ่
งพาอาศั
ยกั
นอย
างเอื้
ออาทรต
อกั
น ไม
ว
าระหว
างมนุ
ษย
กั
บมนุ
ษย
และมนุ
ษย
กั
บธรรมชาติ
ดั
งนั้
น กระบวนการเรี
ยนรู
ในสั
งคมไทยยุ
คชุ
มชนจึ
งมี
อิ
ทธิ
พลช
วยพั
ฒนารากฐานทางจริ
ยธรรม
ให
แก
สั
งคมไทยมาอย
างยาวนาน
2. การที่
กระบวนการเรี
ยนรู
และความรู
ส
วนใหญ
เกิ
ดและพั
ฒนาอยู
ภายในระบบ
ความสั
มพั
นธ
ระหว
างมนุ
ษย
ระดั
บต
าง ๆ และมนุ
ษย
กั
บธรรมชาติ
โดยมี
การแลกเปลี่
ยนเรี
ยนรู
ระหว
างกั
นสู
งมาก มี
ผลให
วั
ฒนธรรมการเรี
ยนรู
ในยุ
คชุ
มชนไม
มี
ค
านิ
ยมกํ
าหนดให
ใครเป
นเจ
าของ
ความรู
หรื
อผู
กขาดการใช
ความรู
หากส
วนใหญ
มี
ลั
กษณะของการแบ
งป
นความรู
มากกว
า ตาม
ลั
กษณะความสั
มพั
นธ
ที่
เอื้
อเฟ
อแบ
งป
น กระบวนการเรี
ยนรู
จึ
งเป
นกลไกพั
ฒนาความร
วมมื
อ
ร
วมใจ ความเอื้
ออาทร มากกว
าการแข
งขั
นแก
งแย
งชิ
งดี
การทํ
าลายล
างกั
น นอกจากนี้
การยอมรั
บ
ว
า"ผู
รู
"คื
อผู
อาวุ
โสที่
มี
ความรู
และมี
คุ
ณธรรมในศาสตร
ที่
ถื
อกั
นว
าสั
มพั
นธ
กั
บระบบธรรมชาติ
หรื
อสิ่
ง
สู
งสุ
ด เช
น พระสงฆ
หมอยา หมอจ้ํ
า หมอผี
ฯลฯ มี
ผลให
ความสั
มพั
นธ
ระหว
างผู
สอนและผู
เรี
ยน
หรื
อแม
แต
ผู
รู
กั
บบุ
คคลทั่
วไป เป
นความสั
มพั
นธ
ในเชิ
งพั
ฒนาคุ
ณธรรมไปโดยปริ
ยาย ไม
ว
าคุ
ณธรรม