Page 42 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

31
นิ
ยมและการจั
ดการโดยรั
ฐ แนวทางเช่
นนี
ส่
งผลให้
ชนบทถู
กกระทํ
า ทํ
าให้
บางชุ
มชนที่
ขาดแคลน
ปั
จจั
ยในการผลิ
ตกระทํ
าได้
ยากขึ
น ต้
องอาศั
ยผู
อื่
นที่
มี
ความชํ
านาญเฉพาะด้
านเข้
ามาช่
วย
ดํ
าเนิ
นการให้
นอกจากนั
นการผลิ
ตเพื่
อการค้
านี
จํ
าเป็
นอย่
างยิ
งที่
ต้
องอาศั
ยเทคโนโลยี
ซึ
งชุ
มชน
ชนบทไม่
มี
ทํ
าให้
ชุ
มชนต้
องจั
ดหามาด้
วยวิ
ธี
การต่
าง ๆ ซํ
าอาจต้
องยอมเสี
ยเปรี
ยบ และการเข้
าสู
เศรษฐกิ
จแบบทุ
นนิ
ยม ได้
ส่
งผลต่
อการจั
ดระเบี
ยบทางสั
งคม เนื่
องจากชุ
มชนต้
องพั
ฒนา
เทคโนโลยี
ความสั
มพั
นธ์
ของผู
คนในชุ
มชนได้
ปรั
บเปลี่
ยนไป และมี
การเปลี่
ยนแปลงไปสู
ความ
ทั
นสมั
ยต่
าง ๆ เช่
น การสร้
างถนนตั
ดผ่
าน การมี
ระบบสาธารณู
ปโภคที่
สะดวกสบาย ย ั
งมี
การ
เปลี่
ยนแปลงทางด้
านวั
ฒนธรรมของชุ
มชนผู
คนส่
วนใหญ่
เปิ
ดรั
บวั
ฒนธรรมอื่
นเข้
ามาแทนที่
มาก
ขึ
นนั
นคื
อ “วั
ฒนธรรมทุ
นนิ
ยม” หรื
อ “วั
ฒนธรรมบริ
โภคนิ
ยม” ซึ
งได้
เข้
าสู
ชุ
มชนต่
าง ๆ โดยการ
บี
บบั
งคั
บ หรื
อโดยการยอมรั
บอย่
างเต็
มอกเต็
มใจ การเข้
ามาในลั
กษณะดั
งกล่
าวสามารถเข้
ามาได้
หลาย ๆ ทาง ไม่
ว่
าจะผ่
านเข้
ามาทางระบบการเมื
อง ระบบเศรษฐกิ
จ หรื
อเข้
ามาในลั
กษณะของ
ค่
านิ
ยมต่
าง ๆ ทั
งที่
ชุ
มชนเหล่
านี
ย ั
งไม่
มี
ความพร้
อม
ปรากฎการณ์
ดั
งกล่
าวส่
งผลให้
ความเจริ
ญเติ
บโตทางเศรษฐกิ
จและสั
งคม ในหลาย
ทศวรรษที่
ผ่
านมาส่
งผลให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงในด้
านวิ
ถี
ชี
วิ
ตความเป็
นอยู
ในระดั
บปั
จเจกบุ
คคล
และครั
วเรื
อน และการเปลี่
ยนแปลงทางกายภาพและนิ
เวศ
เศรษฐกิ
สั
งคม
ตลอดจนค่
านิ
ยมและ
วั
ฒนธรรมของชุ
มชนและสั
งคมอย่
างรวดเร็
เป็
นการบั
นทอนศั
กยภาพและโอกาสของประชาชน
และอนุ
ชนรุ
นหลั
งที่
จะมี
คุ
ณภาพชี
วิ
ตที่
ดี
ต่
อมาในระยะหลั
งตั
งแต่
ประมาณปี
พ.ศ. 2540
เป็
นต้
มา หลายชุ
มชนพยายามปรั
บเปลี่
ยนวิ
ถี
ชี
วิ
ตของผู
คนให้
หั
นมาให้
ความสํ
าคั
ญกั
บเศรษฐกิ
จชุ
มชน
เพื่
อรั
กษาวั
ฒนธรรมชุ
มชนไว้
สู
อนุ
ชนรุ ่
นหลั
มี
การประสานพลั
งความคิ
ดสร้
างสรรค์
และการ
พึ
งตนเอง ใช้
ระบบเกษตรผสมผสาน ทํ
าเป็
นระบบ ลดการพึ
งพิ
งจากภายนอก มี
การเรี
ยนรู
เกิ
การเปลี่
ยนแปลงเป็
นการสร้
างนวั
ตกรรมใหม่
และเกิ
ดเครื
อข่
าย โดยอาศั
ยทุ
นที่
สํ
าคั
ญที่
สุ
ดของ
ชุ
มชน คื
อ ทุ
นทางสั
งคม ทุ
นเหล่
านี
เป็
นสิ ่
งที่
ต้
องมาร่
วมกั
นพลิ
กฟื
น ใช้
ทุ
นปั
ญญานํ
าหน้
าเพื่
อให้
เกิ
ดการพั
ฒนาที่
ย ั
งยื
น เศรษฐกิ
จชุ
มชนมิ
ได้
จํ
ากั
ดแต่
เพี
ยงการผลิ
ตเพื่
อกิ
นเพื่
อใช้
เท่
านั
น แต่
เป็
การจั
ดระบบระเบี
ยบการผลิ
ต การบริ
โภค การลงทุ
น เริ
มจากการสร้
างฐานให้
มั ่
นคง มี
กิ
นมี
ใช้
ให้
พอเพี
ยงเสี
ยก่
อนแล้
วจึ
งนํ
าส่
วนที่
เหลื
อออกไปสู
ตลาดภายนอก (เสรี
พงค์
พิ
ศ. 2546 : 78) ทั
งนี
ชุ
มชนหลายชุ
มชนได้
อาศั
แผนแม่
บทชุ
มชน
ที่
เกิ
ดจากชุ
มชนร่
วมกั
นพั
ฒนาขึ
นมาโดย
กระบวนการเรี
ยนรู
ที่
ทํ
าให้
เข้
าใจศั
กยภาพที่
เป็
นทุ
นทางสั
งคมทุ
นของชุ
มชน ที่
ไม่
ใช้
ทุ
นที่
เป็
นตั
เงิ
นเพี
ยงอย่
างเดี
ยว
ในสั
งคมทุ
กวั
นนี
สิ ่
งที่
สํ
าคั
ญที่
สุ
ดที่
ควรพั
ฒนาคนในชุ
มชนไม่
ใช่
การพั
ฒนาทรั
พยากร
แรงงานหรื
อทรั
พย์
สิ
นเงิ
นทอง แต่
เป็
น “ความรู
” ซึ
งยุ
คนี
เป็
นยุ
ค “สั
งคมความรู
” การจั
ดการความรู