241
จํ
าเป็
นในการพึ
่
งตนเอง เพื่
อสร้
างความมั
่
นใจให้
กั
บชาวบ้
าน กระบวนการเปลี่
ยนแปลง
ความคิ
ดดั
งกล่
าวเริ ่
มจากการฟื
้
นความสั
มพั
นธ์
ในชุ
มชน สร้
างความไว้
เนื
้
อเชื่
อใจกั
นจากกลุ ่
มเล็
ก
ๆ เมื่
อสร้
างได้
สํ
าเร็
จก็
ขยายไปย ั
งคนอื่
น ๆในชุ
มชนให้
เข้
ามามี
ส่
วนร่
วมอย่
างเต็
มใจเต็
มศั
กยภาพ
มากขึ
้
น ภาวะผู
้
นํ
าเป็
นปั
จจั
ยเบื
้
องต้
นที่
สํ
าคั
ญยิ
่
งไม่
เพี
ยงแต่
การริ
เริ
่
มหรื
อการดํ
าเนิ
นงานที่
เป็
น
พื
้
นฐานของชุ
มชนเท่
านั
้
น ย ั
งรวมถึ
งการจั
ดการในระยะยาว โดยเฉพาะที่
เกี่
ยวกั
บทรั
พยากร
ของชุ
มชนด้
วย เพราะผู
้
นํ
าที่
มาจากคนในชุ
มชนที่
เผชิ
ญปั
ญหาร่
วมกั
นย่
อมเข้
าใจและตระหนั
ก
ในสถานการณ์
ที่
เกิ
ดขึ
้
นได้
ดี
อี
กทั
้
งมี
อํ
านาจภายในอั
นเป็
นที่
ยอมรั
บของชาวบ้
านด้
วย
ในส่
วนของนโยบายที่
เกี่
ยวข้
องกั
บการพั
ฒนาเศรษฐกิ
จของภาครั
ฐนั
้
น ภาครั
ฐมี
นโยบายมุ
่
งพั
ฒนาเศรษฐกิ
จ จนทํ
าให้
เกิ
ดการสู
ญเสี
ยสมดุ
ลธรรมชาติ
เช่
น กรณี
ส่
งเสริ
มให้
ชาวสวนปลู
กยางพาราเป็
นพื
ชเชิ
งเดี่
ยว ได้
ทํ
าลายพั
นธุ
์
ไม้
ชนิ
ดอื่
นที่
เกื
้
อกู
ลต่
อการเจริ
ญเติ
บโต
ของยางพารา ซึ
่
งนํ
าไปสู
่
การทํ
าลายความสมดุ
ลของระบบนิ
เวศตามมา ขณะเดี
ยวกั
นการขยาย
พื
้
นที่
ปลู
กยางพาราโดยใช้
พื
้
นที่
ที่
ประกอบการเกษตรอื่
น ๆ เช่
น พื
้
นที่
นา สวนผลไม้
สวน
กาแฟ ชาวสวนจะต้
องลงทุ
นเพิ
่
มมากขึ
้
น ขณะที่
การเจริ
ญเติ
บโตของยางพาราช้
ากว่
าปกติ
ทั
้
ง
ผลที่
ได้
รั
บก็
ตํ
่
า กรณี
เช่
นนี
้
เป็
นเพราะชาวสวนยางพารามุ
่
งสร้
างรายได้
เป็
นตั
วเงิ
น มากกว่
าเห็
น
คุ
ณค่
าวิ
ถี
วั
ฒนธรรมเดิ
มของชุ
มชน ทํ
าให้
ชุ
มชนมี
ความสั
มพั
นธ์
และเกื
้
อกู
ลต่
อกั
นน้
อยลง พลั
ง
ชุ
มชนจึ
งอ่
อนด้
อยลงด้
วย นโยบายการผลิ
ตแบบเกษตรอุ
ตสาหกรรม ที่
ใช้
เครื่
องจั
กรและ
สารเคมี
เป็
นหลั
ก แม้
จะเป็
นประโยชน์
แต่
ล้
วนทํ
าลายสิ ่
งแวดล้
อมและสภาพนิ
เวศในชุ
มชน
และบางครั
้
งการนํ
าหลั
กวิ
ชามาใช้
มากเกิ
นไปก็
อาจจะทํ
าให้
ไม่
รู
้
และไม่
เข้
าใจความจริ
งของ
ปั
ญหา บทบาทที่
สํ
าคั
ญของนั
กวิ
ชาการในการส่
งเสริ
มชาวสวนยางพารา จึ
งสวนทางกั
บภู
มิ
ปั
ญญาดั
้
งเดิ
มของชาวบ้
าน อย่
างเห็
นได้
ชั
ด สภาพเช่
นนี
้
หากมองอย่
างรวดเร็
วผิ
วเผิ
นจะมองว่
า
เป็
นประโยชน์
แต่
ในระยะยาวทํ
าให้
ชาวสวนยางพารามี
ความเปราะบางยิ
่
งขึ
้
น ส้
อดคล้
องกั
บ
แนวคิ
ดของ เสรี
พงศ์
พิ
ศ.(2546 : 17-19) ที่
ว่
าการพั
ฒนาทุ
กวั
นนี
้
ทํ
าให้
ชุ
มชนไม่
สามารถ
พึ
่
งตนเองได้
ดั
งนั
้
นต้
องเปลี่
ยนฐานคิ
ดใหม่
ให้
ชุ
มชนพึ
่
งตนเองได้
กรณี
ชาวสวนยางพาราไม้
เรี
ยงที่
มี
ผู
้
นํ
า ร่
วมคิ
ด ร่
วมแก้
ปั
ญหากั
บชาวบ้
านในชุ
มชน และสามารถฝ่
าวิ
กฤติ
จนอยู ่
รอดได้
นั
้
น นั
บเป็
นแบบอย่
างที่
ชุ
มชนอื่
นสามารถนํ
าไปปรั
บใช้
ได้
ทุ
กวั
นนี
้
ชุ
นชนชาวสวนยางพาราไม้
เรี
ยงมี
การแสวงหาทางเลื
อกเพื่
อแก้
ไขปั
ญหาทาง
เศรษฐกิ
จโดยเชื่
อมโยงเหตุ
ปั
จจั
ยและองค์
ประกอบในลั
กษณะองค์
รวมมากขึ
้
น มี
การแสวงหา
ความรู
้
ความคิ
ดและแนวทางการพั
ฒนาที่
เหมาะสมแก่
ชุ
มชนอย่
างต่
อเนื่
อง ที่
สํ
าคั
ญคื
อไม่
ลื
ม
รากเหง้
าทางวั
ฒนธรรมและศั
กยภาพที่
ชุ
มชนสั
่
งสะสมกั
นมา การที่
ชุ
มชนให้
ความสํ
าคั
ญกั
บ
การดํ
ารงอยู
่
แบบเศรษฐกิ
จพอเพี
ยง โดยที่
ให้
นํ
้
าหนั
กกั
บภู
มิ
ปั
ญญาชาวบ้
าน ฟื
้
นฟู
คุ
ณค่
าของ