Page 246 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

230
ที่
มี
เส้
นทางรถไฟ เมื่
อปี
พ.ศ. 2462 เริ ่
มมี
กลุ ่
มคนจี
นที่
รั
บจ้
างทํ
าทางรถไฟได้
เข้
ามาตั
งถิ ่
นฐาน
บริ
เวณใกล้
ๆ สถานี
รถไฟ ภายหลั
งบริ
เวณนี
กลายเป็
นตลาดเรี
ยกว่
ตลาดทานพอ
สํ
าหรั
ความสั
มพั
นธ์
ของชุ
มชนในช่
วงนั
นมี
ความผู
กพั
นกั
น สมั
ครสมานสามั
คคี
ช่
วยเหลื
อเกื
อกู
ลกั
และมี
การยึ
ดโยงของระบบเครื
อญาติ
อย่
างเหนี
ยวแน่
น ทุ
กคนรู
จั
กคุ
นเคยกั
นเป็
นอย่
างดี
ขณะนั
นในพื
นที่
ย ั
งไม่
มี
โรงเรี
ยนคนในชุ
มชนจึ
งให้
บุ
ตรหลานไปเรี
ยนหนั
งสื
อที่
วั
ดหาดสู
งซึ
เป็
นวั
ดที่
อยู
ในพื
นที่
ที่
ไม่
ไกลนั
ก การเดิ
นทางไม่
ลํ
าบาก มี
พระเป็
นผู
ให้
ความรู
และอบรม
ศี
ลธรรม โรงเรี
ยนเริ
มมี
เป็
นครั
งแรกประมาณ พ.ศ. 2454 โดยก่
อตั
งในบริ
เวณวั
ดหาดสู
เรี
ยกว่
าโรงเรี
ยนวั
ดหาดสู
ง ในส่
วนการไปมาหาสู
ติ
ดต่
อสั
มพั
นธ์
กั
นใช้
การเดิ
นเท้
าและทางนํ
สํ
าหรั
บการติ
ดต่
อภายนอกชุ
มชนนิ
ยมใช้
การสั
ญจรทางนํ
าเป็
นหลั
กโดยมี
คลองหราดเชื่
อมต่
อไป
ย ั
งแม่
นํ
าตาปี
พื
นที่
สํ
าคั
ญภายนอกที่
มั
กจะติ
ดต่
อคื
อตลาดบ้
านดอน จั
งหวั
ดสุ
ราษฎร์
ธานี
เมื่
มี
เส้
นทางรถไฟได้
ใช้
รถไฟเป็
นเส้
นทางหลั
กในการติ
ดต่
อกั
บภายนอก
ในช่
วงเวลานั
นเมื่
อป่
วย
ไข้
ไม่
สบายนิ
ยมใช้
สมุ
นไพรบํ
าบั
ดและรั
กษาโดยมี
หมอบ้
าน (หมอแผนโบราณ) เป็
นผู
ประกอบยา การช่
วยเหลื
อกั
นนั
นหากครอบครั
วใดได้
รั
บความลํ
าบากหรื
อต้
องการปั
จจั
ทางการผลิ
ตมั
กพึ
งพาญาติ
มิ
ตรและเพื่
อนบ้
านเป็
นหลั
ก นิ
ยมให้
ลู
กหลานผู
กเกลอกั
นเพื่
อสร้
าง
ความสั
มพั
นธ์
ให้
แนบแน่
นยิ ่
งขึ
นและเพื่
อเป็
นการช่
วยเหลื
อซึ
งกั
นและกั
นชั ่
วลู
กชั ่
วหลาน
ด้
านระบบเศรษฐกิ
จ ในช่
วงนี
ดํ
ารงชี
วิ
ตด้
วยการผลิ
ตและการเก็
บหาสิ ่
งของจาก
ธรรมชาติ
ซึ
งเป็
นการตอบสนองการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตของชาวบ้
านได้
อย่
างเพี
ยงพอ มี
การผลิ
เครื่
องมื
อเครื่
องใช้
เพื่
อการเกษตรที่
จํ
าเป็
นในครั
วเรื
อน ซึ
งเป็
นการผลิ
ตเพื่
อใช้
ในการย ั
งชี
การทํ
างานต่
าง ๆ อาศั
ยความร่
วมมื
อและการพึ
งพานํ
าใจของแรงงานในครั
วเรื
อนและระหว่
าง
ครั
วเรื
อนเป็
นสํ
าคั
ญ ใช้
การพึ
งพาสภาพแวดล้
อมทางธรรมชาติ
เป็
นหลั
กในการประกอบอาชี
มี
การทํ
านาทํ
าไร่
ปลู
กข้
าวเพื่
อบริ
โภคในครั
วเรื
อน ส่
วนพื
ชผั
กเพื่
อบริ
โภคหาจากธรรมชาติ
ซึ
งมี
ให้
เลื
อกมากมาย นิ
ยมใช้
การแลกเปลี่
ยนเพื่
อการดํ
ารงชี
พเป็
นสํ
าคั
ญ สํ
าหรั
บการปลู
กยางพารา
เริ
มเข้
ามาในชุ
มชนประมาณปี
พ.ศ. 2470 โดยปลู
กรวมกั
บต้
นไม้
อื่
น ๆ
ด้
านจิ
ตวิ
ญญาณ ในอดี
ตระบบความคิ
ดความเชื่
อของชุ
มชนไม้
เรี
ยงผู
กโยงอยู
กั
บสิ ่
เหนื
อธรรมชาติ
เช่
น ผี
สางเทวดา เจ้
าที่
เจ้
าทาง เป็
นต้
น ระบบจิ
ตวิ
ญญาณได้
สร้
างคุ
ณค่
าให้
แก่
สภาพแวดล้
อมโดยเป็
นปั
จจั
ยที่
กํ
าหนด ค่
านิ
ยม ความคิ
ด และความเชื่
อของชาวไม้
เรี
ยงซึ
ผนวกเข้
ากั
บหลั
กพุ
ทธศาสนา โดยที่
หลั
กธรรมคํ
าสอนของพุ
ทธศาสนาช่
วยยึ
ดโยงในการ
ประกอบกิ
จกรรมต่
าง ๆในชุ
มชน ชาวบ้
านส่
วนใหญ่
มี
ความเชื่
อในเรื่
อง การทํ
าดี
ได้
ดี
ทํ
าชั
ได้
ชั ่
ว และเชื่
อเรื่
องกฎแห่
งกรรม มี
ความศรั
ทธาสู
งต่
อพระภิ
กษุ
ที่
เคร่
งครั
ดในวั
ตรปฏิ
วั
ติ