ศึ
กษาประเพณี
การแต
งงานแบบดั้
งเดิ
มของชาวมุ
สลิ
มในจั
งหวั
ดสตู
ล :
กรณี
ศึ
กษา “เบิ
รซั
นดิ
ง”
๑๔
ในเรื่
องเกี่
ยวกั
บประเพณี
หนั
งสื
องานนิ
พนธ์
ชุ
ดสมบู
รณ์
ของศาสตราจารย์
พระยาอนุ
มานราชธน
ในหมวดขนบธรรมเนี
ยมประเพณี
เล่
ม ๑ ได้
อธิ
บายไว้
อย่
างน่
าสนใจ ซึ
่
งกลุ
่
มประชาสั
มพั
นธ์
สํ
านั
กงาน
คณะกรรมการวั
ฒนธรรมแห่
งชาติ
กระทรวงวั
ฒนธรรม ได้
นํ
ามากล่
าวไว้
ดั
งนี
้
ท่
านบอกไว้
ว่
า ประเพณี
ใดก็
ตามหากถื
อเป็
นธรรมเนี
ยมว่
าสมควรประพฤติ
กั
นอย่
างนั
้
นอย่
างนี
้
ไม่
มี
ผิ
ดถู
กทางศี
ลธรรมหรื
อทางระเบี
ยบแบบแผน แต่
ถื
อเป็
นเพี
ยงเครื่
องหมายหรื
อสั
ญลั
กษณ์
แบบนี
้
เรี
ยกว่
า
ธรรมเนี
ยมประเพณี
หรื
อ ประเพณี
นิ
ยม เช่
น การแสดงความเคารพต่
อผู
้
ใหญ่
ด้
วยการยกมื
อไหว้
อย่
างไรก็
ดี
ประเพณี
ต่
างๆจะเป็
นประเพณี
ขึ
้
นได้
ต้
องเป็
นสิ ่
งที่
สื
บต่
อ ถื
อเป็
นธรรมเนี
ยมปฏิ
บั
ติ
กั
นมานาน หาก
เป็
นอยู
่
ชั ่
วขณะ แม้
จะนิ
ยมปฏิ
บั
ติ
กั
นทั
่
วไป ก็
มิ
ใช่
เป็
นประเพณี
เป็
นแต่
เพี
ยง“แฟชั ่
น”ซึ
่
งนิ
ยมกั
นสมั
ยหนึ
่
ง
เท่
านั
้
น พอหมดความนิ
ยมก็
เลิ
กกั
นไป
ประเพณี
เกิ
ดจากความประพฤติ
หรื
อการกระทํ
าของใครคนหนึ
่
งหรื
อหลายคน ซึ
่
งเห็
นประโยชน์
และความจํ
าเป็
นตามที่
ต้
องการจากการกระทํ
าเช่
นนั
้
น
และเมื่
อคนอื่
นเห็
นดี
ก็
เอาอย่
าง ทํ
าตามเป็
น
แบบอย่
างเดี
ยวกั
น และสื
บต่
อเป็
นส่
วนรวมมาช้
านาน จนกลายเป็
นส่
วนสํ
าคั
ญของวั
ฒนธรรมของชาติ
ขึ
้
น
วั
ฒนธรรม คื
อวิ
ถี
แห่
งชี
วิ
ต หรื
อความเป็
นอยู
่
ของคนในส่
วนรวม อั
นมี
ความเจริ
ญงอกงามได้
ถ้
าผู
้
เป็
นเจ้
าของรู
้
จั
กรั
กษาและปรั
บปรุ
งแก้
ไขให้
เหมาะสมกั
บสิ ่
งแวดล้
อม เหมาะกั
บความเป็
นไปของสมั
ย แต่
ผู
้
ที่
จะรู
้
จั
กแก้
ไขและปรั
บปรุ
งของเก่
าให้
เข้
ากั
บสมั
ยได้
ดี
ท่
านว่
าต้
องเป็
นผู
้
ที่
มี
ความสามารถริ
เริ
่
ม มี
ความคิ
ด จิ
ตใจที่
ทั
นสมั
ย รู
้
จั
กปรั
บแก้
ของโบราณให้
มี
ความแปลกใหม่
ซึ
่
งการปรั
บปรุ
งแก้
ไขนี
้
ทํ
าได้
๒
แบบ คื
อ
แบบแรก ปรั
บปรุ
งและแก้
ไขเก่
าให้
เป็
นใหม่
โดยย ั
งรั
กษาคติ
โบราณไว้
ไม่
ให้
สู
ญไปแบบ
ทั
นที
ทั
นใด แต่
ทํ
าอย่
างค่
อยเป็
นค่
อยไป เช่
น สมั
ยก่
อน คนมั
กทํ
าบุ
ญกั
บพระและวั
ด เพราะเชื่
อว่
าจะได้
บุ
ญ
มาก แต่
ปั
จจุ
บั
นคนเริ
่
มทํ
าบุ
ญในรู
ปแบบอื่
นๆมากขึ
้
น เช่
น สร้
างโรงเรี
ยนแทนโบสถ์
วิ
หาร หรื
อบริ
จาค
ทรั
พย์
สิ ่
งของให้
แก่
ผู
้
ด้
อยโอกาสในสั
งคม
ซึ
่
งก็
ย ั
งได้
ชื่
อว่
าทํ
าบุ
ญและได้
อานิ
สงส์
ไม่
แพ้
กั
น
แบบสอง คื
อ ปรั
บปรุ
งและแก้
ไขเก่
าให้
เป็
นใหม่
โดยวิ
ธี
พลิ
กหน้
ามื
อเป็
นหลั
งมื
อ คื
อเลิ
กของเก่
า
มาเป็
นใหม่
เลย เช่
น การเลิ
กทาสในอเมริ
กา การสั
่
งห้
ามกิ
นหมากในสมั
ยก่
อน เป็
นต้
น
ทั
้
งสองแบบนี
้
ต่
างก็
มี
ข้
อดี
และข้
อเสี
ยด้
วยกั
นทั
้
งนั
้
น ทั
้
งนี
้
ขึ
้
นอยู
่
กั
บลั
กษณะของสิ ่
งที่
จะปรั
บปรุ
ง
แก้
ไข และเหตุ
ที่
ประเพณี
เกิ
ดขึ
้
นเพื่
อประโยชน์
แห่
งความจํ
าเป็
นของสั
งคมโดยส่
วนรวม ดั
งนั
้
น เมื่
อ
บ้
านเมื
องเปลี่
ยนแปลง ประเพณี
ต่
างๆซึ
่
งเป็
นยุ
คสมั
ยนั
้
นๆ แต่
โดยความจริ
งแล้
ว ประเพณี
หลายอย่
างที่
เป็
น
ของเดิ
ม แม้
จะหมดประโยชน์
หรื
อความจํ
าเป็
น เพราะไม่
รู
้
ต้
นสายปลายเหตุ
ที่
มา ก็
ย ั
งปรากฏว่
ามี
การ
ประพฤติ
ปฏิ
บั
ติ
ตามๆกั
นอยู
่
ทั
้
งนี
้
อาจจะเป็
นเพราะว่
าเกิ
ดความเคยชิ
นที่
เคยทํ
ามาเช่
นนั
้
น หากไม่
ทํ
าก็
จะ
รู
้
สึ
กไม่
สบายใจ กั
งวลหรื
อกลั
วว่
าจะมี
เหตุ
ร้
ายเกิ
ดขึ
้
น ด้
วยเหตุ
นี
้
ประเพณี
ใดก็
ตามจะยื
นยง และสื
บทอด
ต่
อเนื่
องกั
นมาได้
ประเพณี
นั
้
นจะต้
องตรงกั
บมู
ลฐานแห่
งความต้
องการของมนุ
ษย์
หรื
อเป็
นประเพณี
ที่
ได้
แปรความหมายเดิ
มให้
เข้
ากั
บยุ
คสมั
ยแล้
ว ท่
านว่
า “ประเพณี
นั
้
นตายยาก” เพราะโดยปกติ
หากไม่
มี
เหตุ