ศึ
กษาประเพณี
การแต
งงานแบบดั้
งเดิ
มของชาวมุ
สลิ
มในจั
งหวั
ดสตู
ล :
กรณี
ศึ
กษา “เบิ
รซั
นดิ
ง”
๖
อิ
ทธิ
พลเหนื
อไปเรื่
อยๆ อํ
านาจนั
้
นๆ ก็
จะใช้
ไม่
ได้
เพราะอํ
านาจที่
มี
หรื
อไม่
มี
นั
้
น ไม่
ใช่
ว่
าเรา “มี
” หรื
อ “ไม่
มี
” “อํ
านาจ” อย่
างเดี
ยว แต่
อยู
่
ที่
คนอื่
นๆ ที่
อยู
่
รอบข้
างหรื
อที่
เราใช้
อํ
านาจเหนื
อเขานั
้
น เขามองว่
าเรา
เหมาะสมที่
จะมี
อํ
านาจเหนื
อหรื
อไม่
ซึ
่
งบางครั
้
งสํ
าคั
ญกว่
าด้
วยซํ
้
าไป ฉะนั
้
นแทนที่
แม่
จะใช้
อํ
านาจเหนื
อ
หั
นมาใช้
อํ
านาจร่
วมกั
บ (power with) ลงมาพู
ดคุ
ยกั
บลู
ก หาทางออกที่
ดี
กว่
าแทนการสั
่
งอย่
างเดี
ยว ลู
กก็
จะ
ยิ
นดี
ปฏิ
บั
ติ
และเชื่
อฟั
งแม่
ต่
อไป
การทํ
างานแบบมี
ส่
วนร่
วมนั
้
นไม่
ว่
าจะเป็
นระดั
บครอบครั
ว ระดั
บโรงเรี
ยน ระดั
บชุ
มชน ระดั
บ
องค์
กร หรื
อระดั
บประเทศนั
้
นว่
ามี
ความสํ
าคั
ญอย่
างยิ ่
งในกระบวนทั
ศน์
ปั
จจุ
บั
น เพราะจะช่
วยให้
ผู
้
มี
ส่
วน
ร่
วมเกิ
ดความรู
้
สึ
กความเป็
นเจ้
าของ (ownership) และจะทํ
าให้
ผู
้
มี
ส่
วนร่
วมหรื
อผู
้
มี
ส่
วนได้
ส่
วนเสี
ยนั
้
น
ยิ
นยอมปฏิ
บั
ติ
ตาม (compliance) และรวมถึ
งตกลงยอมรั
บ (commitment) ได้
อย่
างสมั
ครใจ เต็
มใจ และ
สบายใจ ได้
มี
การดํ
าเนิ
นการแก้
ปั
ญหาความไม่
เรี
ยบร้
อยในห้
องเรี
ยนโดยกระบวนการมี
ส่
วนร่
วม หลั
งจาก
พยายามด้
วยวิ
ธี
การใช้
ไม้
เรี
ยว ใช้
กฎกติ
กาที่
ครู
อาจารย์
ออกกฎ หรื
อวางระเบี
ยบให้
นั
กเรี
ยนปฏิ
บั
ติ
แต่
การ
ยอมรั
บก็
ย ั
งไม่
ได้
ผลดี
นั
ก ครู
ประจํ
าชั
้
นได้
ชวนนั
กเรี
ยนในห้
องให้
ร่
วมกั
น “ตระหนั
ก” ถึ
งปั
ญหาใน
ห้
องเรี
ยน เช่
น ความสกปรก การแต่
งกายนั
กเรี
ยน การไม่
มี
ระเบี
ยบในห้
องเรี
ยน ใช้
กระบวนการมี
ส่
วน
ร่
วมที่
จะวางกติ
กากั
นเอง จนในที่
สุ
ดได้
ระเบี
ยบปฏิ
บั
ติ
ประจํ
าห้
องที่
ครู
รั
บ เอามาจั
ดพิ
มพ์
ติ
ดไว้
ในห้
อง
ปรากฏว่
าได้
รั
บการยอมรั
บและการปฏิ
บั
ติ
ตามอย่
างดี
กว่
ากฎกติ
กาที่
ครู
กํ
าหนดกติ
กานั
้
น ตั
วอย่
างเช่
นนี
้
เป็
นตั
วอย่
างที่
สามารถจะนํ
าไปใช้
ในองค์
การหรื
อรั
ฐวิ
สาหกิ
จที่
จะสร้
างกระบวนการมี
ส่
วนร่
วมที่
จะเป็
น
เครื่
องมื
อของการมี
ส่
วนร่
วมอย่
างมี
คุ
ณภาพต่
อไป
การมี
ส่
วนร่
วมของประชาชนในการบริ
หารราชการ
การบริ
หารราชการแบบมี
ส่
วนร่
วม
(Participatory Governance)
คื
อ การบริ
หารราชการที่
เจ้
าหน้
าที่
หรื
อหน่
วยงานของรั
ฐ
ได้
เปิ
ดโอกาสให้
ประชาชนผู
้
ที่
เกี่
ยวข้
อง
หรื
อผู
้
มี
ส่
วนได้
เสี
ย
(Stakeholder) ได้
เข้
ามามี
ส่
วนร่
วมในการตั
ดสิ
นใจทางการบริ
หารและดํ
าเนิ
นงานของรั
ฐ ทั
้
งทางตรงและ
ทางอ้
อม เพื่
อที่
จะตอบสนองต่
อความต้
องการของประชาชน
ในการบริ
หารราชการเพื่
อประโยชน์
สุ
ขของประชาชนตามรั
ฐธรรมนู
ญแห่
งราชอาณาไทย พ.ศ.
2540 พระราชบั
ญญั
ติ
ระเบี
ยบบริ
หารราชการแผ่
นดิ
น (ฉบั
บที่
5) พ.ศ.2545 พระราชกฤษฎี
กาว่
าด้
วย
หลั
กเกณฑ์
และวิ
ธี
การบริ
หารกิ
จการบ้
านเมื
องที่
ดี
พ.ศ.2546 พระราชบั
ญญั
ติ
ข้
อมู
ลข่
าวสารของทาง
ราชการ พ.ศ. 2540
และระเบี
ยบสํ
านั
กนายกรั
ฐมนตรี
ว่
าด้
วยการปฏิ
บั
ติ
ราชการเพื่
อประชาชนของ
หน่
วยงานของรั
ฐ พ.ศ. 2532 จึ
งต่
างให้
ความสํ
าคั
ญต่
อการบริ
หารราชการอย่
างโปร่
งใส สุ
จริ
ต เปิ
ดเผย
ข้
อมู
ล และการเปิ
ดโอกาสให้
ประชาชนได้
เข้
ามามี
ส่
วนร่
วมในการกํ
าหนดนโยบายสาธารณะ การ
ตั
ดสิ
นใจทางการเมื
อง รวมถึ
งการตรวจสอบ การใช้
อํ
านาจรั
ฐในทุ
กระดั
บ