ศึ
กษาประเพณี
การแต
งงานแบบดั้
งเดิ
มของชาวมุ
สลิ
มในจั
งหวั
ดสตู
ล :
กรณี
ศึ
กษา “เบิ
รซั
นดิ
ง”
๕
เป็
นการมี
ส่
วนร่
วมอย่
างแท้
จริ
ง (meaningful participations) ไม่
วางระบบไว้
ให้
ดู
เหมื
อนว่
าได้
จั
ด
กระบวนการให้
มี
ส่
วนร่
วมแล้
วเท่
านั
้
น
ถ้
าการตั
ดสิ
นใจที่
เกิ
ดจากการมี
ส่
วนร่
วมมี
ความสมเหตุ
สมผลและชอบธรรมก็
ต้
องนํ
าไปปฏิ
บั
ติ
แต่
ถ้
าผู
้
มี
อํ
านาจเห็
นว่
าการตั
ดสิ
นใจนั
้
นไม่
เหมาะสม ขั
ดกั
บการตั
ดสิ
นของการมี
ส่
วนร่
วม ก็
จะต้
องอธิ
บาย
ได้
โดยมี
มาตรฐานแห่
งความชอบธรรมที่
จะเลื
อกตั
ดสิ
นใจเช่
นนั
้
น โดยที่
สั
งคมส่
วนใหญ่
ยอมรั
บได้
ถ้
าเห็
นว่
าการตั
ดสิ
นใจนั
้
นอาจมี
ผลกระทบต่
อผู
้
มี
ส่
วนได้
ส่
วนเสี
ยก็
ควรจะต้
องมี
“การ
ปรึ
กษาหารื
อ” ก็
ถื
อว่
ามี
ส่
วนร่
วมในระดั
บที่
สู
งขึ
้
นมาอี
กเล็
กน้
อย คื
อได้
รั
บฟั
งความคิ
ดเห็
นก่
อนตั
ดสิ
นใจ
วิ
ธี
การที่
มั
กจะหยิ
บขึ
้
นมาทํ
ากั
นบ่
อยๆในระดั
บนี
้
คื
อ “การทํ
าประชาพิ
จารณ์
” หรื
อ “การรั
บฟั
งความคิ
ดเห็
น
ของประชาชน” ต้
องเน้
นย ํ
้
าว่
ากระบวนการรั
บฟั
งความคิ
ดเห็
นของผู
้
มี
ส่
วนได้
ส่
วนเสี
ย จะต้
องทํ
าตั
้
งแต่
เริ
่
ม
คิ
ดและตระหนั
กถึ
งปั
ญหา (ไม่
ใช่
ทํ
าเมื่
อได้
ตั
ดสิ
นใจไปแล้
วและได้
รั
บการประท้
วง) เช่
น ตระหนั
กว่
ามี
ปั
ญหาเรื่
องจํ
านวนขยะที่
เพิ
่
มขึ
้
น มี
ความจํ
าเป็
นที่
จะต้
องหาที่
ทิ
้
งขยะ จึ
งจั
ดการให้
คนมามี
ส่
วนร่
วมเพื่
อคิ
ด
หาวิ
ธี
แก้
ปั
ญหาร่
วมกั
น กระบวนการมี
ตั
้
งแต่
จั
ดเวที
คุ
ยกั
นในกลุ
่
มเล็
ก เคาะประตู
บ้
าน ใช้
แบบสอบถาม
แล้
วประมวลข้
อมู
ลเพื่
อนํ
าเสนอต่
อผู
้
มี
อํ
านาจเพื่
อตั
ดสิ
นใจ การตั
ดสิ
นใจก็
ต้
องฟั
งประเด็
นต่
างๆ พิ
จารณา
ทุ
กประเด็
น และตอบคํ
าถามให้
ได้
ทุ
กประเด็
น การตั
ดสิ
นใจต้
องมี
คุ
ณธรรมและเป็
นที่
ยอมรั
บได้
หากไม่
ทํ
ากระบวนการมี
ส่
วนร่
วมเหล่
านี
้
แต่
มาทํ
าเพี
ยงวิ
ธี
การรั
บฟั
งความคิ
ดเห็
นอย่
างเป็
นทางการครั
้
งเดี
ยวหรื
อ
สองครั
้
ง ก็
จะเกิ
ดเป็
นปั
ญหา เพราะกลายเป็
นเวที
ที่
แต่
ละฝ่
าย คื
อ ฝ่
ายสนั
บสนุ
นและฝ่
ายค้
านมาแสดงจุ
ดยื
น
ตอกย ํ
้
าความเห็
นด้
วยและไม่
เห็
นด้
วย มายื
นย ั
นว่
าฉั
นถู
ก เธอผิ
ด เวที
นี
้
จึ
งมั
กจะไม่
เหมาะที่
จะเป็
นเวที
แห่
ง
การมาพู
ดคุ
ยกั
น
หากมี
ข้
อขั
ดแย ้
งกั
นมาก การปรึ
กษาหารื
อหรื
อการรั
บฟั
งความคิ
ดเห็
นเฉยๆจะไม่
เหมาะสม
จํ
าเป็
นต้
องใช้
กระบวนการมี
ส่
วนร่
วมที่
ระดั
บสู
งกว่
า คื
อการร่
วมเจรจาหาข้
อยุ
ติ
(negotiation) หรื
อ เจรจา
โดยมี
คนกลางกํ
ากั
บกระบวนการ (mediation) คนกลางที่
มากํ
ากั
บกระบวนการจะต้
องไม่
ใช่
ผู
้
ที่
มี
อํ
านาจ
หน้
าที่
ในการตั
ดสิ
นใจ ผู
้
ที่
จะทํ
าหน้
าที่
ตั
ดสิ
นใจคื
อผู
้
มี
ส่
วนได้
ส่
วนเสี
ยทั
้
งหลายหรื
อคู
่
เจรจา หาทางออกที่
ดี
ที่
สุ
ดโดยกระบวนเรี
ยนรู
้
ร่
วมกั
นจนทุ
กๆฝ่
ายพอใจ
ส่
วนกระบวนการมี
ส่
วนร่
วมระดั
บสู
งสุ
ดคื
อการลงประชามติ
นั
้
น แม้
จะดู
ดี
ที่
แต่
ละคนสามารถลง
มติ
แต่
ละคนที
ละคนได้
แต่
การลงมติ
ลงได้
เพี
ยง “ใช่
” หรื
อ “ไม่
ใช่
” หรื
อ “เอา” หรื
อ “ไม่
เอา” อาจจะยิ ่
ง
ก่
อให้
เกิ
ดความขั
ดแย ้
ง ความแตกแยกขึ
้
นอี
ก ถ้
าสั
งคมย ั
งไม่
เข้
าใจกระบวนการประชาธิ
ปไตยอย่
างแท้
จริ
ง
“กระบวนการมี
ส่
วนร่
วม” เป็
นกระบวนการที่
จะกระจายอํ
านาจจากผู
้
มี
อํ
านาจที่
แต่
เดิ
มมั
กจะใช้
อํ
านาจเหนื
อ (power over หรื
อ power against) ตามทฤษฎี
ผู
้
มี
อํ
านาจจะชอบที่
จะใช้
อํ
านาจเหนื
อ เช่
น แม่
ซึ
่
งมี
อํ
านาจมากกว่
าลู
ก ก็
มั
กจะใช้
อํ
านาจเหนื
อลู
ก สั
่
งให้
ลู
กกลั
บบ้
านก่
อนคํ
่
า มาถึ
งวั
นหนึ
่
งลู
กซึ
่
งโตขึ
้
นมา
เป็
นหนุ ่
มเป็
นสาวแล้
ว ก็
จะขอกลั
บบ้
านดึ
ก เพราะจะไปงานวั
นเกิ
ดเพื่
อน แม่
ก็
ย ั
งใช้
อํ
านาจเหนื
อให้
กลั
บ
บ้
านภายในหกโมงเย็
น ถามว่
าลู
กสาวจะย ั
งเชื่
อและปฏิ
บั
ติ
ตามไหม ตามทฤษฎี
แล้
ว หากผู
้
มี
อํ
านาจยิ
่
งใช้