๑๐
หาวั
สดุ
ในท้
องถิ่
น ง่
ายๆใกล้
ๆตั
ว มาสร้
างสรรค์
เป็
นผลิ
ตภั
ณฑ์
แบบพอเพี
ยงที
่
ทํ
าให้
ชาวบ้
านมี
เศรษฐกิ
จแบบเพี
ยงพอ และในป ั
จจุ
บั
นสั
งคมไทยได้
ตระหนั
กถึ
งความจํ
าเป็
นในการหั
นมาพึ
่
งตนเอง
ตามวิ
ถี
ไทยโดยการน้
อมนํ
าแนวพระราชกระแสเรื
่
องเศรษฐกิ
จแบบพอเพี
ยงของพระบาทสมเด็
จพระ
เจ้
าอยู
่
หั
วมาเป็
นแนวทางการดํ
าเนิ
นชี
วิ
ตทั
้
งส่
วนบุ
คคล ชุ
มชน และสั
งคมโดยรวม เพราะโดย
พื
้
นฐาน สั
งคมไทยมี
ต้
นทุ
นทางสั
งคม (Social Capital) ที
่
มี
คุ
ณค่
ามหาศาลอยู
่
ในตั
วอยู
่
แล้
วเพราะ
เป็
นประเทศเกษตรกรรมที
่
อุ
ดมสมบู
รณ์
ไปด้
วยพื
ชพรรณธั
ญญาหารและวั
ตถุ
ดิ
บในท้
องถิ่
นที
่
นํ
ามา
สร้
างสรรค์
เป็
นภู
มิ
ป ั
ญญาที
่
สั
่
งสมมายาวนานและมี
การกระจายอยู
่
ทุ
กพื
้
นที
่
ในประเทศไทย(อารี
สุ
ทธิ
พั
นธุ
์
. ๒๕๒๘: ๑๐-๑๑; เอกวิ
ทย์
ณ ถลาง. ๒๕๔๘: ๑๑๘-๑๑๙; พงษ์
ผาวิ
จิ
ตร. ๒๕๔๗: ๑๙-๒๐;
จิ
ระวดี
วชิ
รานนท์
. ๒๕๔๗: ๒)
พระบาทสมเด็
จพระเจ้
าอยู
่
หั
ว ร ั
ชกาลที
่
๙ ทรงให้
พระบรมราโชวาทไว้
ว่
า “งานด้
าน
การศึ
กษา ศิ
ลปะ และวั
ฒนธรรมนั
้
น คื
อ งานสร้
างสรรค์
ความเจริ
ญทางด้
านป ั
ญญาและจิ
ตใจ ซึ
่
ง
เป็
นทั
้
งต้
นเหตุ
และองค์
ประกอบที
่
ขาดไม่
ได้
ของความเจริ
ญด้
านอื
่
นๆ ทั
้
งหมดเป็
นป ั
จจั
ยที
่
จะช่
วยให้
เราร ั
กษาและธํ
ารงความเป็
นไทยไว้
ได้
สื
บไป” (รุ
่
ง แก้
วแดง. ๒๕๔๕: คํ
านํ
า) งานหั
ตถกรรมก็
เป็
น
ผลผลิ
ตทางภู
มิ
ป ั
ญญาและการสร้
างสรรค์
ของมนุ
ษย์
ที
่
มี
คุ
ณค่
า วิ
บู
ลย์
ลี
้
สุ
วรรณ ได้
กล่
าวถึ
ง
หั
ตถกรรมกั
บวิ
ธี
คิ
ดของมนุ
ษย์
ไว้
ว่
าการเลื
อกใช้
วั
สดุ
ที
่
สอดคล้
องกั
บหน้
าที
่
ใช้
สอยรู
ปทรงของ
ผลิ
ตภั
ณฑ์
แต่
ละชนิ
ด เป็
นอี
กสิ่
งหนึ
่
งที
่
ช่
วยเสริ
มสร้
างให้
เกิ
ดความงดงามและความมี
คุ
ณค่
าทางศิ
ลปะ
ซึ
่
งจะพบจากหั
ตถกรรมได้
ทั
่
วไป โดยช่
างจะเลื
อกใช้
วั
สดุ
ให้
เหมาะสมที
่
สุ
ดซึ
่
งมั
กเป็
นวั
สดุ
พื
้
นบ้
าน
เท่
าที
่
จะทํ
าได้
ในท้
องถิ่
นนั
้
นๆ (วิ
บู
ลย์
ลี
้
สุ
วรรณ. ๒๕๓๒: ๑๒๙)
งานหั
ตถกรรมเป็
นงานที
่
ใช้
ฝี
มื
อในการดั
ดแปลงวั
สดุ
ธรรมชาติ
มาเป็
นเครื
่
องมื
อเครื
่
องใช้
ใน
ชี
วิ
ตประจํ
าวั
นหรื
อในโอกาสพิ
เศษ แม้
บางคร ั
้
งจะมี
การใช้
อุ
ปกรณ์
เครื
่
องมื
อเข้
ามาช่
วยบ้
าง แต่
กระบวนการผลิ
ตจะใช้
ฝี
มื
อเป็
นสํ
าคั
ญ งานหั
ตถกรรมจึ
งเป็
นงานที
่
สะท้
อนถึ
ง เทคโนโลยี
และ
ภู
มิ
ป ั
ญญาของชาวบ้
านได้
เป็
นอย่
างดี
เป็
นการสร้
างสรรค์
ภู
มิ
ป ั
ญญาพื
้
นบ้
าน มี
ความสํ
าคั
ญและมี
คุ
ณค่
าอย่
างยิ่
งต่
อวิ
ถี
ชี
วิ
ตของคนไทย เอกวิ
ทย์
ณ ถลาง ได้
กล่
าวถึ
งความหมายของภู
มิ
ป ั
ญญาไว้
ว่
า
ภู
มิ
ป ั
ญญา คื
อ ความรู
้
ความคิ
ด ความเชื
่
อ ความสามารถ ความจั
ดเจน ที
่
กลุ
่
มชนได้
จาก
ประสบการณ์
ที
่
สั
่
งสมไว้
ในการปร ั
บตั
วและดํ
ารงชี
พในระบบนิ
เวศ หรื
อสภาพแวดล้
อมทางธรรมชาติ
และสิ่
งแวดล้
อมทางสั
งคมและวั
ฒนธรรมที
่
ได้
มี
การสื
บสานกั
นมา อี
กทั
้
งภู
มิ
ป ั
ญญาเป็
นผลของการใช้
สติ
ป ั
ญญาปร ั
บตั
วกั
บสภาวะต่
างๆ ในพื
้
นที
่
ที
่
กลุ
่
มชนนั
้
นตั
้
งหลั
กแหล่
งและสร้
างถิ่
นฐานก็
มี
การติ
ดต่
อ
สั
มพั
นธ์
กั
น มี
การร ั
บเอาหรื
อปร ั
บเปลี
่
ยนนํ
ามาสร้
างประโยชน์
และ หรื
อ แก้
ป ั
ญหาได้
ในสิ่
งแวดล้
อม
และบริ
บททางสั
งคมวั
ฒนธรรมดั
งนั
้
น ภู
มิ
ป ั
ญญาจึ
งมี
ทั
้
งภู
มิ
ป ั
ญญาที
่
เกิ
ดจากประสบการณ์
ในพื
้
นที
่
ภู
มิ
ป ั
ญญาที
่
มาจากภายนอกและภู
มิ
ป ั
ญญาที
่
ผลิ
ตใหม่
หรื
อผลิ
ตซํ
้
า เพื
่
อแก้
ป ั
ญหาและปร ั
บตั
วให้
สอดคล้
องกั
บความจํ
าเป็
นและการเปลี
่
ยนแปลง (เอกวิ
ทย์
ณ ถลาง. ๒๕๔๘ :๑๑๘-๑๑๙)