๒
ไปสู
่
“ศิ
ลปหั
ตถกรรม” เมื
่
อมนุ
ษย์
พั
ฒนาหั
ตถกรรมขึ
้
นใช้
ตามวิ
ถี
ชี
วิ
ต ขนบประเพณี
และความเชื
่
อ
ของแต่
ละชุ
มชนแล้
ว หั
ตถกรรมจะมี
ลั
กษณะเฉพาะกลุ
่
ม เฉพ
1
าะถิ่
นที
่
เรี
ยกว่
า “หั
ตถกรรมพื
้
นบ้
าน”
หั
ตถกรรมพื
้
นบ้
านเป็
นมรดกทางวั
ฒนธรรมของสั
งคมเกษตรกรรม ที
่
ได้
มี
การสั
่
งสมสื
บสาน
ความรู
้
ความสามารถและความชํ
านิ
ชํ
านาญไว้
มากมาย และมนุ
ษย์
ผู
้
มี
วั
ฒนธรรมเป็
นของตั
วเองย่
อม
ไม่
หยุ
ดอยู
่
เพี
ยงประโยชน์
ใช้
สอยของหั
ตถกรรมนั
้
นๆ แต่
จะสอดใส่
คุ
ณค่
าทางศิ
ลปะโดยจิ
นตนาการ
ลงในหั
ตถกรรมนั
้
นๆ ด้
วย เพื
่
อตอบสนองความต้
องการทางจิ
ตใจและแสดงออกถึ
งความคิ
ดริ
เริ่
ม
สร้
างสรรค์
ของผู
้
คนในวั
ฒนธรรมนั
้
นๆ อั
นเป็
นธรรมชาติ
อย่
างหนึ
่
งของความเป็
นมนุ
ษย์
เมื
่
อเป็
น
ดั
งนี
้
งานหั
ตถกรรมพื
้
นบ้
านที
่
ได้
ร ั
บการสร้
างสรรค์
ขึ
้
นด้
วยจิ
ตใจที
่
ประณี
ต ย่
อมชู
คุ
ณค่
าของหั
ตถกรรม
นั
้
นเองขึ
้
นเป็
นงานหั
ตถศิ
ลป์
อั
นบ่
งชี
้
ภู
มิ
ป ั
ญญา (เอกวิ
ทย์
ณ ถลาง. ๒๕๔๔ : ๖๗-๖๘.) และถ้
า
การแสดงออกด้
านการประดิ
ษฐ์
ของใช้
จากวั
ตถุ
ดิ
บที
่
หาได้
จากธรรมชาติ
แวดล้
อม หั
ตถกรรมพื
้
นบ้
าน
ของภาคใต้
โดยเฉพาะในจั
งหวั
ดนครศรี
ธรรมราช ย่
อมสะท้
อนให้
เห็
นภู
มิ
ป ั
ญญาและการสร้
างสรรค์
ศิ
ลปหั
ตถกรรมไม่
ด้
อยไปกว่
าที
่
ได้
พบเห็
นในภู
มิ
ภาคอื
่
นๆ และรวมไปถึ
งอารยธรรมอื
่
นๆ ในโลกด้
วย
อํ
าเภอท่
าศาลา จั
งหวั
ดนครศรี
ธรรมราช เป็
นอํ
าเภอที
่
อยู
่
ติ
ดชายฝ ั
่
งทะเล ประชาชนส่
วน
ใหญ่
ประกอบอาชี
พประมง โดยเฉพาะชุ
มชนบ้
านหน้
าทั
บ หมู
่
ที
่
๗, ๑๔ และ ๑๕ ตํ
าบลท่
าศาลา
คนในชุ
มชนส่
วนใหญ่
เป็
นคนไทยมุ
สลิ
ม ประกอบอาชี
พประมงมาตั
้
งแต่
เดิ
ม และได้
ใช้
ยอดลานที
่
มี
อยู
่
ในท้
องถิ่
นมาทํ
าเป็
นเส้
น แล้
วตากแห้
ง จากนั
้
นนํ
ามาทอเพื
่
อใช้
เป็
นอุ
ปกรณ์
ในการหาปลา
สมั
ยก่
อนการทอจะค่
อนข้
างหยาบ ใช้
ลากกุ
้
งเคย ปู
ปลา เพื
่
อแลกผลไม้
ของกิ
น รุ
่
นปู
่
ย่
าตายาย
ลั
กษณะการเย็
บจะเย็
บเป็
นถุ
งแล้
วลาก โดยใช้
ติ
ดที
่
ปลายอวนแต่
ละหลั
ง (ชวนพิ
ศ โต๊
ะหวาน ให้
สั
มภาษณ์
, ๒๕๔๙) ต่
อมาได้
มี
การใช้
ไนล่
อนมาติ
ดที
่
ปลายอวนแทนผลิ
ตภั
ณฑ์
ที
่
ทอจากใบลาน เมื
่
อ
วั
ตถุ
ประสงค์
ใช้
งานเปลี
่
ยนไป แต่
ยั
งมี
การทอใบลานอยู
่
จึ
งได้
นํ
ามาแปรรู
ปเป็
นผลิ
ตภั
ณฑ์
อย่
างอื
่
น
แทน เช่
น กระเป๋
าสะพาย ที
่
รองจานรองแก้
ว หมวก แฟ้
มเอกสาร เป็
นต้
น โดยมี
ชื
่
อเรี
ยกตาม
ภาษาชาวบ้
านว่
า “ผลิ
ตภั
ณฑ์
หางอวน” จนถึ
งป ั
จจุ
บั
น นางชวนพิ
ศ โต๊
ะหวาน ได้
กล่
าวถึ
งชุ
มชน
บ้
านหน้
าทั
บ หมู
่
ที
่
๗, ๑๔ และ ๑๕ อี
กว่
า มี
ข้
อดี
อี
กอย่
างหนึ
่
งก็
คื
อเป็
นแหล่
งบ่
อนํ
้
าสะอาด เพราะ
จะทํ
าให้
การย้
อมสี
เส้
นของหางอวนสะอาดด้
วย ส่
วนละแวกใกล้
เคี
ยง เป็
นแหล่
งนํ
้
าเค็
มจากนํ
้
าทะเล
สี
ที
่
ได้
จะไม่
สดและสะอาดเท่
าที
่
ควร การดํ
าเนิ
นงานได้
ริ
เริ่
มตั
้
งแต่
ปี
พ.ศ. ๒๕๓๗ จนถึ
งป ั
จจุ
บั
น
โดยได้
ร ั
บการสนั
บสนุ
นจากหน่
วยงานต่
างๆ และศู
นย์
บริ
การการศึ
กษา นอกโรงเรี
ยนอํ
าเภอท่
าศาลา
พั
ฒนาชุ
มชน เป็
นหน่
วยงานที
่
ให้
การสนั
บสนุ
นด้
านงบประมาณ ในเรื
่
องของระบบการผลิ
ต การ
บริ
หารการจั
ดการ การตลาด และจั
ดอบรมวิ
ชาชี
พ ถ้
าไม่
มี
หน่
วยงานเข้
ามาคงจะไม่
พั
ฒนาได้
ขนาดนี
้
ในป ั
จจุ
บั
นการทอหางอวน ไม่
ค่
อยจะมี
ให้
เห็
นมากนั
ก เพราะวิ
ถี
ชี
วิ
ตจากเดิ
มได้
เปลี
่
ยนแปลง
ไป และวั
สดุ
ที
่
นํ
ามาใช้
ในการประมงเปลี
่
ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี
จะมี
ให้
เห็
นก็
เป็
นรู
ปแบบของ
กลุ
่
มแม่
บ้
านที
่
ทอเพื
่
อแปรรู
ปเป็
นสิ
นค้
าหั
ตถกรรม แต่
ก็
น่
าเป็
นห่
วงถ้
าพู
ดถึ
งอนาคตของการสื
บสาน
และอนุ
ร ั
กษ์
ภู
มิ
ป ั
ญญาท้
องถิ่
นเอาไว้
จากการสั
มภาษณ์
นางสาวจิ
รวรรณ หลงจิ
อายุ
๒๓ ปี
(ให้
สั
มภาษณ์
, ๒๕๔๙) เกี
่
ยวกั
บการทอหางอวนว่
าตนเองก็
กํ
าลั
งหั
ดอยู
่
ทํ
ามาได้
๔ ปี
แล้
ว ทํ
าได้