Page 10 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

ไปสู
“ศิ
ลปหั
ตถกรรม” เมื
อมนุ
ษย์
พั
ฒนาหั
ตถกรรมขึ
นใช้
ตามวิ
ถี
ชี
วิ
ต ขนบประเพณี
และความเชื
ของแต่
ละชุ
มชนแล้
ว หั
ตถกรรมจะมี
ลั
กษณะเฉพาะกลุ
ม เฉพ
1
าะถิ่
นที
เรี
ยกว่
า “หั
ตถกรรมพื
นบ้
าน”
หั
ตถกรรมพื
นบ้
านเป็
นมรดกทางวั
ฒนธรรมของสั
งคมเกษตรกรรม ที
ได้
มี
การสั
งสมสื
บสาน
ความรู
ความสามารถและความชํ
านิ
ชํ
านาญไว้
มากมาย และมนุ
ษย์
ผู
มี
วั
ฒนธรรมเป็
นของตั
วเองย่
อม
ไม่
หยุ
ดอยู
เพี
ยงประโยชน์
ใช้
สอยของหั
ตถกรรมนั
นๆ แต่
จะสอดใส่
คุ
ณค่
าทางศิ
ลปะโดยจิ
นตนาการ
ลงในหั
ตถกรรมนั
นๆ ด้
วย เพื
อตอบสนองความต้
องการทางจิ
ตใจและแสดงออกถึ
งความคิ
ดริ
เริ่
สร้
างสรรค์
ของผู
คนในวั
ฒนธรรมนั
นๆ อั
นเป็
นธรรมชาติ
อย่
างหนึ
งของความเป็
นมนุ
ษย์
เมื
อเป็
ดั
งนี
งานหั
ตถกรรมพื
นบ้
านที
ได้
ร ั
บการสร้
างสรรค์
ขึ
นด้
วยจิ
ตใจที
ประณี
ต ย่
อมชู
คุ
ณค่
าของหั
ตถกรรม
นั
นเองขึ
นเป็
นงานหั
ตถศิ
ลป์
อั
นบ่
งชี
ภู
มิ
ป ั
ญญา (เอกวิ
ทย์
ณ ถลาง. ๒๕๔๔ : ๖๗-๖๘.) และถ้
การแสดงออกด้
านการประดิ
ษฐ์
ของใช้
จากวั
ตถุ
ดิ
บที
หาได้
จากธรรมชาติ
แวดล้
อม หั
ตถกรรมพื
นบ้
าน
ของภาคใต้
โดยเฉพาะในจั
งหวั
ดนครศรี
ธรรมราช ย่
อมสะท้
อนให้
เห็
นภู
มิ
ป ั
ญญาและการสร้
างสรรค์
ศิ
ลปหั
ตถกรรมไม่
ด้
อยไปกว่
าที
ได้
พบเห็
นในภู
มิ
ภาคอื
นๆ และรวมไปถึ
งอารยธรรมอื
นๆ ในโลกด้
วย
อํ
าเภอท่
าศาลา จั
งหวั
ดนครศรี
ธรรมราช เป็
นอํ
าเภอที
อยู
ติ
ดชายฝ ั
งทะเล ประชาชนส่
วน
ใหญ่
ประกอบอาชี
พประมง โดยเฉพาะชุ
มชนบ้
านหน้
าทั
บ หมู
ที
๗, ๑๔ และ ๑๕ ตํ
าบลท่
าศาลา
คนในชุ
มชนส่
วนใหญ่
เป็
นคนไทยมุ
สลิ
ม ประกอบอาชี
พประมงมาตั
งแต่
เดิ
ม และได้
ใช้
ยอดลานที
มี
อยู
ในท้
องถิ่
นมาทํ
าเป็
นเส้
น แล้
วตากแห้
ง จากนั
นนํ
ามาทอเพื
อใช้
เป็
นอุ
ปกรณ์
ในการหาปลา
สมั
ยก่
อนการทอจะค่
อนข้
างหยาบ ใช้
ลากกุ
งเคย ปู
ปลา เพื
อแลกผลไม้
ของกิ
น รุ
นปู
ย่
าตายาย
ลั
กษณะการเย็
บจะเย็
บเป็
นถุ
งแล้
วลาก โดยใช้
ติ
ดที
ปลายอวนแต่
ละหลั
ง (ชวนพิ
ศ โต๊
ะหวาน ให้
สั
มภาษณ์
, ๒๕๔๙) ต่
อมาได้
มี
การใช้
ไนล่
อนมาติ
ดที
ปลายอวนแทนผลิ
ตภั
ณฑ์
ที
ทอจากใบลาน เมื
วั
ตถุ
ประสงค์
ใช้
งานเปลี
ยนไป แต่
ยั
งมี
การทอใบลานอยู
จึ
งได้
นํ
ามาแปรรู
ปเป็
นผลิ
ตภั
ณฑ์
อย่
างอื
แทน เช่
น กระเป๋
าสะพาย ที
รองจานรองแก้
ว หมวก แฟ้
มเอกสาร เป็
นต้
น โดยมี
ชื
อเรี
ยกตาม
ภาษาชาวบ้
านว่
า “ผลิ
ตภั
ณฑ์
หางอวน” จนถึ
งป ั
จจุ
บั
น นางชวนพิ
ศ โต๊
ะหวาน ได้
กล่
าวถึ
งชุ
มชน
บ้
านหน้
าทั
บ หมู
ที
๗, ๑๔ และ ๑๕ อี
กว่
า มี
ข้
อดี
อี
กอย่
างหนึ
งก็
คื
อเป็
นแหล่
งบ่
อนํ
าสะอาด เพราะ
จะทํ
าให้
การย้
อมสี
เส้
นของหางอวนสะอาดด้
วย ส่
วนละแวกใกล้
เคี
ยง เป็
นแหล่
งนํ
าเค็
มจากนํ
าทะเล
สี
ที
ได้
จะไม่
สดและสะอาดเท่
าที
ควร การดํ
าเนิ
นงานได้
ริ
เริ่
มตั
งแต่
ปี
พ.ศ. ๒๕๓๗ จนถึ
งป ั
จจุ
บั
โดยได้
ร ั
บการสนั
บสนุ
นจากหน่
วยงานต่
างๆ และศู
นย์
บริ
การการศึ
กษา นอกโรงเรี
ยนอํ
าเภอท่
าศาลา
พั
ฒนาชุ
มชน เป็
นหน่
วยงานที
ให้
การสนั
บสนุ
นด้
านงบประมาณ ในเรื
องของระบบการผลิ
ต การ
บริ
หารการจั
ดการ การตลาด และจั
ดอบรมวิ
ชาชี
พ ถ้
าไม่
มี
หน่
วยงานเข้
ามาคงจะไม่
พั
ฒนาได้
ขนาดนี
ในป ั
จจุ
บั
นการทอหางอวน ไม่
ค่
อยจะมี
ให้
เห็
นมากนั
ก เพราะวิ
ถี
ชี
วิ
ตจากเดิ
มได้
เปลี
ยนแปลง
ไป และวั
สดุ
ที
นํ
ามาใช้
ในการประมงเปลี
ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี
จะมี
ให้
เห็
นก็
เป็
นรู
ปแบบของ
กลุ
มแม่
บ้
านที
ทอเพื
อแปรรู
ปเป็
นสิ
นค้
าหั
ตถกรรม แต่
ก็
น่
าเป็
นห่
วงถ้
าพู
ดถึ
งอนาคตของการสื
บสาน
และอนุ
ร ั
กษ์
ภู
มิ
ป ั
ญญาท้
องถิ่
นเอาไว้
จากการสั
มภาษณ์
นางสาวจิ
รวรรณ หลงจิ
อายุ
๒๓ ปี
(ให้
สั
มภาษณ์
, ๒๕๔๙) เกี
ยวกั
บการทอหางอวนว่
าตนเองก็
กํ
าลั
งหั
ดอยู
ทํ
ามาได้
๔ ปี
แล้
ว ทํ
าได้