Page 82 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๗๖
ท่
องเที่
ยวเชิ
งนิ
เวศโดยจั
ดทํ
าเส้
นทางศึ
กษาธรรมชาติ
ขึ
น เพื่
อเป็
นแหล่
งเรี
ยนรู
ของเยาวชนและ
บุ
คคลทั ่
วไ
การจั
ดการป่
าชุ
มชนเขาหั
วช้
างและการจั
ดการท่
องเที่
ยวเชิ
งนิ
เวศ สามารถสร้
าง
กระบวนการเรี
ยนรู
ให้
แก่
คณะกรรมการได้
เพิ
มขึ
น เช่
น มี
การอบรมวิ
ทยากรนํ
าชม การสื่
ความหมายในเส้
นทางศึ
กษาธรรมชาติ
โดยการสนั
บสนุ
นความรู
ทางวิ
ชาการจากสาขาวิ
ชา
สิ ่
งแวดล้
อมศึ
กษา มหาวิ
ทยาลั
ยสงขลานคริ
นทร์
และจั
ดระบบการจั
ดการเพื่
อรองรั
บการท่
องเที่
ยว
เช่
น ลู
กหาบ การทํ
าอาหาร ที่
พั
ก การขนส่
ง ฯลฯ โดยดึ
งผู
นํ
าที่
มี
ความรู
ทางภู
มิ
ปั
ญญาด้
าน
ทรั
พยากรธรรมชาติ
ในชุ
มชนและเจ้
าหน้
าที่
ศู
นย์
ศึ
กษาและพั
ฒนาวนศาสตร์
ชุ
มชนที่
๑๕ มาเป็
ผู
นํ
าในการจั
ดการทางด้
านการท่
องเที่
ยว ซึ
งจะเห็
นได้
ว่
าการจั
ดการป่
าชุ
มชนทํ
าให้
เกิ
ดกิ
จกรรมอั
เชื่
อมโยงกั
บการจั
ดการทรั
พยากรอย่
างอื่
นตามมา
การลดปั
ญหาความขั
ดแย้
งในชุ
มชนตะโหมด
นอกจากประเพณี
๒ ศาสนาจะสารมารถสร้
างอั
ตลั
กษณ์
ให้
ชุ
มชนตะโหมดและ
นํ
าไปสู
ความร่
วมมื
อกั
นในการทํ
ากิ
จกรรมอื่
น ๆ ที่
หลากหลายและเป็
นประโยชน์
ต่
อส่
วนรวมดั
งที่
กล่
าวมาแล้
ว การเกิ
ดขึ
นและดํ
ารงอยู
ของประเพณี
๒ ศาสนาทํ
าให้
ลดปั
ญหาความขั
ดแย ้
งทางสั
งคม
ของคนสองกลุ ่
มที่
มี
โครงสร้
างทางวั
ฒนธรรมในเรื่
องของการนั
บถื
อศาสนาที่
แตกต่
างกั
นได้
โดย
ประเด็
นดั
งกล่
าวนี
สามารถสั
งเกตได้
จากปั
ญหาความขั
ดแย ้
งในเรื่
องต่
าง ๆ โดยเฉพาะความขั
ดแย ้
ที่
เป็
นความขั
ดแย ้
งระหว่
างคนสองศาสนา ทั
งนี
เป็
นผลสื
บเนื่
องที่
คนทั
งสองศาสนาได้
ทํ
ากิ
จกรรม
ร่
วมกั
น ทํ
าให้
ได้
เรี
ยนรู
ข้
อปฏิ
บั
ติ
ความเชื่
อศรั
ทธา พิ
ธี
กรรมของแต่
ละศาสนา เมื่
อได้
เรี
ยนรู
วั
ฒนธรรมของกั
นและกั
นแล้
วก็
สามารถลดปั
ญหาความขั
ดแย ้
งได้
นอกจากนี่
หากมี
ปั
ญหาเกิ
ดขึ
น เช่
น วั
ยรุ
นชกต่
อยกั
น ผู
นํ
าที่
เป็
นที่
เคารพของ
ชาวบ้
านก็
จะมาทํ
าการไกล่
เกลี่
ยทํ
าให้
ปั
ญหาลดลง หรื
อการที่
ชาวบ้
านใช้
เวที
การประชุ
มร่
วมกั
เป็
นประจํ
าอย่
างสมํ
าเสมอ โดยใช้
วั
ดตะโหมดเป็
นศู
นย์
กลาง โดยชาวบ้
านที่
เป็
นแกนนํ
าชุ
มชนจะ
มาร่
วมพู
ดคุ
ยแลกเปลี่
ยนความคิ
ดเห็
นกั
นเป็
นประจํ
าเกื
อบทุ
กวั
นหลั
งจากทํ
าภารกิ
จของครั
วเรื
อน
ตนเองเสร็
จ ซึ
งโดยมากคื
อการกรี
ดยางพาราที่
จะเสร็
จประมาณก่
อนเที่
ยงวั
น เวลาช่
วงบ่
ายของแต่
ละวั
นชาวบ้
านจะมารวมตั
วกั
นภายในวั
ดตะโหมดแลกเปลี่
ยนความรู
ข่
าวสารบ้
านเมื
อง
สถานการณ์
ต่
าง ๆ ที่
เกิ
ดขึ
นในชุ
มชน ทํ
าให้
รู
ความเป็
นมาเป็
นไปของชุ
มชน ในกรณี
ที่
มี
ความ
ขั
ดแย ้
งก็
จะใช้
เวที
นี
ผ่
อนคลายปั
ญหาให้
เบาบางและยุ
ติ
ลงได้
ชยุ
ต อิ
นพรหม. ๒๕๔๗. ทุ
นทางสั
งคมในการจั
ดการทรั
พยากรธรรมชาติ
ของชุ
มชน : กรณี
ศึ
กษา
สภาลานว ั
ดตะโหมด ตํ
าบลตะโหมด อํ
าเภอตะโหมด จั
งหว ั
ดพั
ทลุ
ง. วิ
ทยานิ
พนธ์
พั
ฒนาชุ
มชนมหาบั
ณฑิ
มหาวิ
ทยาลั
ยธรรมศาสตร์
, ๙๔ – ๑๐๐.