Page 71 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๖๔
บทประพั
นธ๑
ร๎
อยแก๎
วซึ่
งเป็
นงานเขี
ยนความเรี
ยงในนามปากกา “นิ
ด นรารั
กษ๑
” ได๎
เริ่
มขึ้
นที่
คอลั
มน๑
ชี
วิ
ตและโลก
ในนิ
ตยสาร
สยามสมั
รายสั
ปดาห๑
เมื่
อ พ.ศ. ๒๔๙๕ โดยนํ
าเสนอตํ
อเนื่
องกั
ประมาณ ๒ ปี
รวมทั้
งเขี
ยนให๎
นิ
ตยสารฉบั
บอื่
น ๆ อี
กสํ
วนหนึ
งด๎
วย (สุ
ชาติ
สวั
สดิ์
ศรี
, ๒๕๒๓, หน๎
า ๕)
นอกจากนี้
สุ
ภาพสตรี
นั
กประพั
นธ๑
ทํ
านนี้
ยั
งเสนอบทความเรี
ยงและบทกลอนอี
กจํ
านวนหนึ่
งที่
ประพั
นธ๑
ให๎
แกํ
สถาบั
นและองค๑
กรทางคริ
สตศาสนจั
กรในโอกาสพิ
เศษตํ
าง ๆ เชํ
น บทอาศิ
รวาท บทถวายพระพร
ชั
ยมงคล และบทความเรี
ยงเชิ
ดชู
เกี
ยรติ
คุ
ณบุ
คคลสํ
าคั
ญของคริ
สต๑
ศาสนา เป็
นต๎
น ผลงานสํ
วนหลั
งนี้
ได๎
รวมพิ
มพ๑
เป็
นเลํ
มชื่
รายศิ
ลาเรี
ยง
เมื่
อ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบด๎
วยบทนิ
พนธ๑
ที่
ประพั
นธ๑
ขึ้
นระหวํ
าง
พ.ศ. ๒๔๘๙ จนถึ
ง พ.ศ. ๒๕๓๙
รวมบทประพั
นธ๑
ร๎
อยแก๎
วของ ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา ทั้
งสิ้
น จํ
านวน ๘๖ เรื่
อง เป็
ข๎
อเขี
ยนในลั
กษณะตํ
าง ๆ ดั
งนี้
๑. ความเรี
ยงอยํ
างเป็
นทางการ (formal essay) ๑๖ เรื่
อง
๒. ความเรี
ยงอยํ
างไมํ
เป็
นทางการ (informal essay) ๖๗
1
เรื่
อง
“สิ่
งที่
คุ
ณมี
คุ
ณไมํ
รู๎
คํ
า มั
นเกลื่
อนโลกสํ
าหรั
บคุ
ณ บ๎
าน เสื้
อผ๎
า อาหาร ยา ความต๎
องการเบื้
องต๎
นละซี
!
คุ
ณวํ
าใชํ
!
ฉั
อยาก ได๎
จนใจสั่
น บางอยํ
างที่
ไมํ
ใชํ
สิ่
งเหลํ
านี้
ซึ่
งในชี
วิ
ตเป็
นแตํ
เงาลางๆ ที่
ฉั
นโหยหาและไมํ
เคยได๎
ฝ่
ามื
อหนึ่
งที่
จะลู
บไล๎
ลงบนเรื
อนผม
อยํ
างปรานี
!
เมื่
อวั
นนั้
นมาถึ
ง อากาศคงจะสดนํ
าหายใจ ลมคงโชยมาเอื่
อย ๆ เสี
ยงเหํ
กลํ
อมเป็
นลํ
านํ
าไพเราะคงจะดั
งขึ้
น บางที
ฉั
นคง
จะหลั
บได๎
เสี
ยที
บนตั
กใครคนหนึ่
งที่
จะลู
บไล๎
ใบหน๎
าฉั
นด๎
วยความรั
ก ขณะที่
ดาวกระพริ
บตาถี่
และเดื
อนยิ้
มละไม ...
!...
.”
(
เพี
ยงแค่
เม็
ดทราย
:
ตรงมุ
มที่
ไมํ
มี
ใครเอาใจใสํ
,
หน๎
๕๓
)
เนาวรั
ตน๑
พงษ๑
ไพบู
ลย๑
นํ
าความตอนนี้
ไปขึ้
นต๎
นบทกลอนชื่
ตรงมุ
มที่
ไม่
มี
ใครเอาใจใส่
ตามชื่
อความเรี
ยงของ
“นิ
ด นรารั
กษ๑
” ดั
งนี้
ฝั
นถึ
ฝ่
ามื
อหนึ่
งซึ่
งลู
บไล๎
บนใบหน๎
ด๎
วยความรั
กและปรานี
ยิ่
งชี
วา
จะหลั
บตาผํ
อนพั
ก บนตั
กนั้
(
คาหยาด
:
ตรงมุ
มที่
ไมํ
มี
ใครเอาใจใสํ
,
หน๎
า ๗๘)
1
ผู๎
ทํ
าให๎
งานเขี
ยนชนิ
ดนี้
ได๎
รั
บความนิ
ยมแพรํ
หลายคื
อ มองเตญ นั
กเขี
ยนที่
มี
อิ
ทธิ
พลที่
สุ
ดผู๎
หนึ่
งในยุ
คฟื้
นฟู
ศิ
ลปวิ
ทยาการของฝรั่
งเศส
แม๎
ในทุ
กวั
นนี้
สํ
วนหนึ่
งของความเรี
ยงที่
มี
อิ
ทธิ
พลอยํ
างกว๎
างขวางล๎
วนเป็
นผลงานที่
นั
กเขี
ยนได๎
รั
บอิ
ทธิ
พลจากงานเขี
ยนของมองเตญ ความ
เรี
ยงของมงเตญที่
เขาเรี
ยกวํ
า essai หรื
อ essay ในภาษาอั
งกฤษนี้
ได๎
รั
บความนิ
ยมอยํ
างมาก ด๎
วยความโดดเดํ
นในการครุํ
นคิ
ดพิ
นิ
จด๎
วย
ปั
ญญาอยํ
างลึ
กซึ้
ง ประสมประสา นกั
บเรื่
องเกร็
ดตํ
างๆ และอั
ตชี
วประวั
ติ
(วิ
กิ
พี
เดี
ย สารานุ
กรมเสรี
, ๒๐๑๐, un page) มาร๑
ติ
นและวิ
ลเลนอธิ
บายวํ
า งานเขี
ยนชนิ
ดที่
เรี
ยกวํ
า informal essay ในปั
จจุ
บั
น พั
ฒนามาจากงานเขี
ยน essay ของมองเตญ คื
อมี
ลั
กษณะชี้
แนะ
แสดงความนึ
กคิ
ดอั
นเป็
นสํ
วนตนของผู๎
เขี
ยน ด๎
วยลี
ลาโวหารซึ่
งให๎
ความเพลิ
ดเพลิ
นบั
นเทิ
ง บางครั้
งอาจสอดแทรกอารมณ๑
ขั
น (Martin and
Willen, ๑๙๖๖, p.๑)
สํ
วน เปลื้
อง ณ นคร (๒๕๓๕, หน๎
า ๑๐๖) อธิ
บายวํ
า essay ของมองเตญมี
ลั
กษณะเป็
นการพรรณนาหรื
อบรรยายอารมณ๑
ความนึ
คิ
ด ตามที่
มี
เรื่
องกระทบใจ
สํ
วนความเรี
ยงในปั
จจุ
บั
นนั้
น นอกจากจะมี
ขนาดสั้
นแล๎
ว เนื้
อหามั
กเป็
นเรื่
องพื้
นๆ ทั่
วไป เชํ
นเรื่
องปลากั
ด หรื
มวยไทย หรื
ออาจเป็
นเรื่
องเชิ
งปรั
ชญาลึ
กซึ้
ง มี
แนวเขี
ยนเชิ
งสั่
งสอน วิ
จารณ๑
หรื
อขบขั
น ฯลฯ