๒๐
๒. กลอนเปล่
า (Blank verse)
บทกวี
ที่
มี
รู
ปแบบมาจากกวี
นิ
พนธ๑
ของตะวั
นตก ซึ่
งเรี
ยกวํ
า “กลอนเปลํ
า” นี้
‚อุ
ชเชนี
‛
ประพั
นธ๑
ไว๎
จํ
านวน ๑๔ บท
สํ
าหรั
บวรรณศิ
ลป์
ในบทกวี
นิ
พนธ๑
ของ ‚อุ
ชเชนี
‛ ทั้
งสองประเภททั้
งที่
เป็
นบทร๎
อยกรองและ
กลอนเปลํ
า ได๎
มี
การวิ
เคราะห๑
วิ
จารณ๑
ตลอดจนการศึ
กษาวิ
จั
ย ซึ่
งได๎
ผลที่
สอดคล๎
องตรงกั
นวํ
า บทกวี
ของ
ศิ
ลปิ
นแหํ
งชาติ
ทํ
านนี้
เป็
นหนึ่
งในวรรณกรรมไทยที่
มี
ความโดดเดํ
น ในทํ
วงทํ
านองวรรณศิ
ลป์
เป็
นอยํ
างยิ่
ง
ดั
งเชํ
นทั
ศนะและผลวิ
จั
ยสํ
วนหนึ่
ง
1
ดั
งนี้
“คํ
านํ
า” ในหนั
งสื
อ
ดาวผ่
องนภาดิ
น
อั
นเป็
นหนั
งสื
อรวมผลงานทั้
งร๎
อยแก๎
วและร๎
อยกรอง
สํ
วนหนึ่
งของ ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา ได๎
กลํ
าวแสดงความยกยํ
องวํ
า ลั
กษณะเดํ
นในบทกวี
ของ
‚อุ
ชเชนี
‛ อยูํ
ที่
ทํ
วงทํ
านองอั
นสุ
นทรี
ยะ มิ
ใชํ
เพี
ยงเนื้
อหาซึ่
งมุํ
งเน๎
นความจริ
งแหํ
งอุ
ดมการณ๑
เทํ
านั้
น
(
ดาวผ่
องนภาดิ
น
, ๒๒๕๑๗, หน๎
า (๙))
เนาวรั
ตน๑
พงษ๑
ไพบู
ลย๑
ได๎
กลํ
าวไว๎
วํ
า เสนํ
ห๑
กลอนของ ‚อุ
ชเชนี
‛ อยูํ
ที่
การใช๎
คํ
าและความ
ไพเราะ (เนาวรั
ตน๑
พงษ๑
ไพบู
ลย๑
, ๒๕๒๗, หน๎
า ๑๐๗)
สอดคล๎
องกั
บ อวยพร มิ
ลิ
นทางกู
ร (๒๕๑๙) ซึ่
ง
ศึ
กษาวิ
เคราะห๑
บทร๎
อยกรองของ ‚อุ
ชเชนี
‛ ในวิ
ทยานิ
พนธ๑
เรื่
อง
ลั
กษณะคาประพั
นธ์
ร้
อยกรองของ
ไทยตั้
งแต่
พ.ศ. ๒๔๗๕ – ๒๕๐๑
โดยเสนอข๎
อสรุ
ปวํ
า ลั
กษณะวรรณศิ
ลป์
ของ‚อุ
ชเชนี
‛ มี
ความกระชั
บ
แพรวพราวด๎
วยสั
มผั
ส ทั้
งสั
มผั
สสระและสั
มผั
สอั
กษร
สํ
าหรั
บการศึ
กษาวิ
จั
ยฉบั
บนี้
จะเสนอการวิ
เคราะห๑
ทํ
วงทํ
านองวรรณศิ
ลป์
ของ ‚อุ
ชเชนี
‛ ในการ
ประพั
นธ๑
บทกวี
รวมทั้
งกลอนเปลํ
า ซึ่
งถื
อเป็
นกวี
นิ
พนธ๑
รู
ปแบบหนึ่
ง โดยกํ
าหนดเกณฑ๑
วิ
เคราะห๑
กลวิ
ธี
ใน
ด๎
านตํ
าง ๆ รวม ๓ ด๎
าน คื
อ
๑. ฉั
นทลั
กษณ๑
๒. กลวิ
ธี
นํ
าเสนอเรื่
อง
๓. กลวิ
ธี
ทางภาษา
ผลการศึ
กษาวิ
เคราะห๑
ประกอบด๎
วยรายละเอี
ยดดั
งตํ
อไปนี
้
๑. ฉั
นทลั
กษณ์
บทกวี
ที่
“อุ
ชเชนี
” สร๎
างสรรค๑
ขึ้
นเป็
นจํ
านวนกวํ
าร๎
อยบทดั
งกลํ
าวแล๎
วนั้
น เกื
อบทั้
งหมดอยูํ
ใน
รู
ปแบบของฉั
นทลั
กษณ๑
อยํ
างเครํ
งครั
ด ดั
งผลการวิ
จั
ยที่
สอดคล๎
องกั
นของ นั
ยนา สุ
ทธิ
ธรรม (๒๕๑๗)
และ วั
ชรี
ตรี
รั
ตนภรณ๑
(๒๕๓๔)
1
โปรดดู
รายละเอี
ยดใน
งานวิ
จั
ยที่
เกี่
ยวข้
อง
ในบทที่
๒ ของรายงานวิ
จั
ยฉบั
บนี้