๒๐๗
สั
งคมที่
เราเชื่
อฟั
ง เราฟั
งคนที่
มี
อํ
านาจ ฟั
งคนที่
มี
บุ
ญญาธิ
การ เราฟั
งพระเทศน์
ดั
ง นั้
นเป็
นสั
งคม
ของการฟั
งแล้
วก็
เชื่
อ บทบาทของความเชื่
อมี
อยู่
มากในสั
งคมไทย ส่
วนสั
งคมความคิ
ดนั้
นเรามี
คํ
า
ว่
าคิ
ดอ่
าน ความคิ
ดต้
องมาจากการอ่
านอ่
านหนั
งสื
อแล้
วรู้
จั
กคิ
ด สํ
าหรั
บสถาบั
นการศึ
กษาหรื
อ
โรงเรี
ยนของเราเริ่
มตั้
งขึ้
นในสมั
ยรั
ชการที่
๕ เพราะฉะนั้
นสั
งคมของความเชื่
อนั้
นจึ
งได้
ปลู
กฝั
งมา
แน่
นมาก ส่
วนสั
งคมความคิ
ดอ่
านนั้
นมาที
หลั
ง แม้
จะมี
อยู่
ก็
จริ
งในโบราณแต่
ก็
มี
อยู่
น้
อ ย ถึ
งปั
จจุ
บั
น
นี้
จะมี
สถาบั
นการศึ
กษาแต่
ผมก็
ถื
อว่
ายั
งกระพร่
องกระแพร่
ง มี
สถิ
ติ
บอกว่
าคนยั
งอ่
านหนั
งสื
อน้
อย
เพราะฉะนั้
นถ้
าคนยั
งอ่
านหนั
งสื
อน้
อยแล้
วคนจะมี
ความคิ
ดได้
อย่
างไร แล้
วความคิ
ดของคนจะ
แข็
งแรงได้
อย่
างไร ปั
จจุ
บั
นนี้
ระหว่
างสั
งคมความเชื่
อกั
บความคิ
ดมั
นมี
การปะทะกั
น
การฟั
งเป็
น
พื้
นฐานแล้
วก็
ตามมาด้
วยการคิ
ด แต่
การคิ
ดก็
เกิ
ดจาการอ่
านด้
วยเช่
นกั
น การอ่
านหนั
งสื
อเป็
นการ
อ่
านงานเขี
ยนของคนอื่
นหรื
ออ่
านจากงานเขี
ยนของเราเอง ไม่
ว่
าเราจะคิ
ดจากอะไรก็
ตามแต่
หนั
งสื
อเป็
นสิ่
งที่
ทํ
าให้
เราเกิ
ดความคิ
ดได้
ดี
ที่
สุ
ด ฟั
งคิ
ดแล้
วยั
งไม่
ต้
องเชื่
อ สงสั
ยก่
อนแล้
วสอบถาม
ทบทวนก่
อนจนเป็
นที่
ประจั
กษ์
แล้
วจึ
งมาจารึ
กไว้
ให้
เป็
นองค์
ความรู้
นี่
คื
อกระบวนการศึ
กษาที่
ถู
กต้
อง คํ
าที่
เราง่
าย ๆ ที่
เราลื
มไปแล้
วนั่
นคื
อ สุ
จิ
ปุ
ลิ
(ฟั
ง คิ
ด อ่
าน เขี
ยน ) หรื
อคํ
าว่
า “สิ
กขา” ซึ่
ง
เป็
นคํ
าเดิ
มของคํ
าว่
า “ศึ
กษา” ก็
เหมื
อนกั
น ท่
านเจ้
าคุ
ณพรหมคุ
ณาภรณ์
และท่
านพุ
ทธทาสก็
อธิ
บาย
ไว้
ว่
า “สิ
กขา” เป็
นคํ
าบาลี
สิ
กข แปลว่
าการมอง ขะ แปลว่
าตนเอง นั่
นคื
อ การดู
ตนเองด้
วยตนเอง
คํ
าว่
าสิ
กขาเป็
นหั
วใจของการศึ
กษา ผมคิ
ดว่
าหนั
งสื
อเล่
มนี้
จะเป็
นเที
ยนให้
แก่
ปั
ญญาทางสั
งคม ผม
จะอ่
านคํ
าปรารมภ์
ของท่
านอาจารย์
ประคิ
ณที่
เขี
ยนไว้
ใน “ขอบฟ้
าขลิ
บทอง” เป็
นหนั
งสื
อที่
พิ
มพ์
ไว้
เมื่
อปี
พ.ศ.๒๕๓๒ โดยสํ
านั
กพิ
มพ์
ผี
เสื้
อ ตอนท้
ายอาจารย์
เขี
ยนไว้
ว่
า
“ในความเก่
าจึ
งมี
ความใหม่
เหมื
อนกั
บที่
ในความใหม่
มี
ความเก่
า เก่
าสั
กเท่
าไร และใหม่
สั
ก
ปานไหน ท่
านผู้
อ่
านคงจะค้
นพบได้
ด้
วยตนเอง เพี
ยงแค่
ไยดี
แลไปที่
ขอบฟ้
าซึ่
งแลริ้
วสี
ทองให้
เห็
นอยู่
ทุ
กเมื่
อเชื่
อวั
น เปลี่
ยนแปรไปในความเก่
าอั
นไม่
ซ้ํ
าซ้
อนในเส้
นสาย สี
สรรพ์
แสงสวย แม้
กระทั่
งศั
พท์
สํ
าเนี
ยงแห่
งความสงั
ด ในหยาดเหยี
ยบแห่
งน้ํ
าตา หรื
ออาการโบกบ้
าแห่
งพายุ
ที่
หาญจะหอบ
ดาว พราวเกลื่
อนดิ
น...”
เที
ยนที่
ผมจุ
ดถวายปรางค์
สามยอดกํ
าลั
งจะไหม้
มื
อผมแล้
ว ผมขออ่
านขอบฟ้
าขลิ
บทอง
พร้
อมขลุ่
ยของคุ
ณธนิ
สร์
อี
กครั้
งนะครั
บ
มิ่
งมิ
ตร
เธอมี
สิ
ทธิ
ที่
จะล่
องแม่
น้ํ
ารื่
น
ที่
จะบุ
กดงดํ
ากลางค่ํ
าคื
น
ที่
จะชื่
นใจหลายกั
บสายลม
ที่
จะร่ํ
าเพลงเกี่
ยวโลมเรี
ยวข้
าว
ที่
จะยิ้
มกั
บดาวพราวผสม
ที่
จะเหม่
อมองหญ้
าน้ํ
าตาพรม
ที่
จะขมขื่
นลึ
กโลกหมึ
กมน
ที่
จะแล่
นเริ
งเล่
นเช่
นหงษ์
รอ่
น
ที่
จะถอนใจทอดกั
บยอดสน
ที่
จะหว่
านสุ
ขไว้
กลางใจคน
ที่
จะทนทุ
กข์
เข้
มเต็
มหั
วใจ