๑๒
ร้
อยบท แต่
บทกวี
เรื่
อง “ใต้
โค้
งสะพาน” ก็
ยั
งคงเป็
นงานชิ้
นที่
ผู้
ประพั
นธ์
ชื่
นชอบที่
สุ
ด (ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ
อยุ
ธยา, ผู้
ให้
สั
มภาษณ์
, ๒๒ มกราคม ๒๕๕๔)
กล่
าวโดยทั่
วไป การสะท้
อนสภาพปั
ญหาของสั
งคมและแง่
คิ
ดต่
างๆ ในวรรณกรรมของ “อุ
ชเชนี
”
เป็
นมุ
มมองที่
สร้
างสรรค์
ไม่
ใช้
ความรุ
นแรงก้
าวร้
าว หากมุ่
งเน้
นเรื่
องความเป็
นธรรมในสั
งคม ความรั
กความ
เข้
าใจ เห็
นอกเห็
นใจกั
น และการอยู่
ร่
วมกั
นโดยสั
นติ
ของมวลมนุ
ษย์
ด้
วยการให้
ความช่
วยเหลื
อ หรื
อ
ปลุ
กปลอบประโลมใจผู้
ยากไร้
ด้
อยโอกาส รวมถึ
งการให้
ความหวั
งและกาลั
งใจในการต่
อสู้
ชี
วิ
ต ซึ่
ง
สุ
มาลี
วี
ระวงศ์
และคณะ เสนอการศึ
กษาวิ
เคราะห์
ว่
า ลั
กษณะดั
งกล่
าวนี้
เป็
นความแตกต่
างจาก
นั
กเขี
ยนและกวี
ร่
วมสมั
ยกลุ่
มที่
เรี
ยกกั
นในสมั
ยต่
อมาว่
า “กลุ่
มก้
าวหน้
า”
1
เนื่
องจากนั
กเขี
ยนกลุ่
มนี้
จะมี
ลั
กษณะวิ
พากษ์
วิ
จารณ์
สั
งคมและการเมื
องไทยอย่
างรุ
นแรง โดยมี
นั
กเขี
ยนและกวี
คนสาคั
ญของกลุ่
ม
ได้
แก่
นายผี
นายสาง นายภู
ติ
2
ทวี
ปวร จิ
ตร ภู
มิ
ศั
กดิ์
และ เปลื้
อง วรรณศรี
เป็
นต้
น บุ
คคลเหล่
านี้
ได้
ถู
กจั
บกุ
มคุ
มขั
งในสมั
ยที่
รั
ฐบาลมี
นโยบายแข็
งกร้
าวกั
บกลุ่
มผู้
มี
แนวคิ
ดต่
อต้
าน ใน พ.ศ. ๒๔๙๕ ต่
อมา
ได้
รั
บการปลดปล่
อยใน พ.ศ. ๒๕๐๐ ส่
วน “อุ
ชเชนี
” รอดพ้
นการจั
บกุ
ม ด้
วยแนวการเขี
ยนที่
แตกต่
าง
ดั
งกล่
าว ทั้
งนี้
ทาให้
“อุ
ชเชนี
” ยั
งคงเป็
นนั
กเขี
ยนที่
มี
บทบาทในการเสนอแนววิ
พากษ์
สั
งคมโดยต่
อเนื่
องและ
โดดเด่
น จนถึ
ง พ.ศ. ๒๕๐๑ ในสมั
ยจอมพลสฤษดิ์
ธนะรั
ชต์
เป็
นนายกรั
ฐมนตรี
รั
ฐบาลได้
กวาดล้
างจั
บกุ
ม
นั
กคิ
ดนั
กเขี
ยนที่
ถื
อว่
าเป็
นปรปั
กษ์
กั
บรั
ฐอี
กครั้
งหนึ่
ง นั
กเขี
ยนและกวี
คนสาคั
ญ เช่
น เปลื้
อง วรรณศรี
นายผี
และจิ
ตร ภู
มิ
ศั
กดิ์
ได้
หลบหนี
เข้
าร่
วมงานกั
บพรรคคอมมิ
วนิ
สต์
แห่
งประเทศไทย ซึ่
งซ่
องสุ
มกาลั
งในป่
า
(สุ
มาลี
วี
ระวงศ์
และคณะ, ๒๕๔๔, หน้
า๑๓-๑๔) ส่
วน ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา จาต้
องยุ
ติ
การเขี
ยนบท
ประพั
นธ์
ทั้
งในนามปากกา “อุ
ชเชนี
” และ “นิ
ด นรารั
กษ์
”(อุ
ชเชนี
, ๒๕๒๓, หน้
า ๒๖) เพราะฉะนั้
น ช่
วงเวลา
เสนอผลงานประพั
นธ์
แนวสะท้
อนสั
งคมส่
วนใหญ่
จึ
งเป็
นช่
วงระหว่
าง พ.ศ. ๒๔๘๙ หลั
งจากนาเสนอบทกวี
เรื่
องแรก คื
อ “มะลิ
” จนถึ
งช่
วงเวลาดั
งกล่
าว คื
อ พ.ศ. ๒๕๐๑ หลั
งจากนั้
น ยั
งคงมี
งานประพั
นธ์
แนวนี้
อย่
าง
ประปราย โดยมี
บทกวี
ชื่
อ “รุ่
งสาง” ใน พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็
นเรื่
องสุ
ดท้
าย (สุ
ข สู
งสว่
าง และสุ
ชาติ
สวั
สดิ์
ศรี
,
๒๕๒๓, หน้
า ๕)
ส่
วนบทความเรี
ยงร้
อยแก้
วแนวสะท้
อนสั
งคม ในนามปากกา “นิ
ด นรารั
กษ์
” ที่
นั
บได้
ว่
ามี
ความ
เข้
มข้
นในเนื้
อหาไม่
ด้
อยไปกว่
าบทกวี
นั้
น ส่
วนใหญ่
ประพั
นธ์
ระหว่
าง พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๔๙๗ โดยเริ่
มเขี
ยนใน
1
คาเรี
ยก
“
กลุ่
มก้
าวหน้
า
”
นี้
เป็
นคาเรี
ยกนั
กเขี
ยนวรรณกรรมแนว
“
เพื่
อชี
วิ
ต
”
ตามแนวทั
ศนะของนั
กวรรณกรรมกลุ่
มที่
ยกย่
อง
ชื่
นชมงานเขี
ยนแนวนี้
ซึ่
งมั
กแสดงความเห็
นในเชิ
งตาหนิ
ประณามงานเขี
ยนที่
ไม่
อยู่
ในกลุ่
มนี้
ว่
า
“
กลุ่
มล้
าหลั
ง
”
2
น่
าจะเป็
นเจตนาที่
จะใช้
คา
“
ภู
ต
”
ซึ่
ง
พจนานุ
กรมฉบั
บราชบั
ณฑิ
ตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒
ให้
ความหมายว่
า
“
ผี
,
มั
กใช้
เข้
าคู่
กั
นเป็
น
ภู
ตผี
” (
ราชบั
ณฑิ
ตยสถาน
,
๒๕๔๖
,
หน้
า ๘๒๕) เนื่
องจากเข้
ากลุ่
มกั
บ นายผี
และ นายสาง ส่
วน
“
ภู
ติ
”
นั้
น พจนานุ
กรมฉบั
บเดี
ยวกั
นนี้
ให้
ความหมายว่
า
“
ความรุ่
งเรื
อง ความมั่
งคั่
ง
” (
ราชบั
ณฑิ
ตยสถาน
,
๒๕๔๖
,
หน้
า ๘๒๕)