๑๕๘
โรงเรี
ยนใช้
เวลาเดิ
นเพี
ยง ๔ นาที
ก็
ถึ
งโรงเรี
ยน และเรี
ยนภาษาฝรั่
งเศสจนถึ
งจบมั
ธยม ๘
จึ
งรู้
ภาษาฝรั่
งเศสเยอะมาก
เมื่
อเรี
ยนภาษาฝรั่
งเศสอยู่
มั
ธยม ๘ นั้
น ยั
งเรี
ยนภาษาไทยอยู่
ในมั
ธยม ๗ เรี
ยน
เหลื่
อมกั
น เพราะสมั
ยนั้
นเขาเรี
ยนแยกกั
นระหว่
างภาษาฝรั่
งเศส อั
งกฤษ และมาเรี
ยน
รวมกั
นในวิ
ชาภาษาไทยวั
นละ ๑ ชั่
วโมง คื
อ ระหว่
างที่
เรี
ยนภาษาไทยอยู่
ในมั
ธยม ๗ ก็
ได้
เรี
ยนฝรั่
งเศสจบมั
ธยม ๘ แล้
ว
ในช่
วงที่
เรี
ยนภาษาฝรั่
งเศสดิ
ฉั
นอายุ
๑๖ ปี
มี
เพื่
อนที่
เรี
ยนอยู่
ด้
วยกั
นเพี
ยง ๓ คน
คื
อ อาจารย์
วิ
ภาวี
รั
ตจิ
ตรกร ที่
แต่
งงานใช้
นามสกุ
ล ประพั
นธ์
ไพโยธิ
น
อยู่
ที่
โรงเรี
ยน
ฝึ
กหั
ดครู
จั
นทรเกษม
(ปั
จจุ
บั
น คื
อ
มหาวิ
ทยาลั
ยราชภั
ฏจั
นทรเกษม
) อี
กคน คื
อ
คุ
ณแสงเดื
อน ปั
นยารชุ
น แต่
งงานกั
บลู
กชาย
เจ้
าพระยาวิ
ชาเยนทร์
วั
ชรโยธิ
น
และเป็
น
สองคนแรกที่
สอนฝรั่
งเศสของโรงเรี
ยนเซนต์
โยเซฟ ซึ่
งขณะนั้
น ดิ
ฉั
นยั
งเรี
ยนภาษาไทยไม่
จบ
มาเรี
ยนภาษาไทยและภาษาอั
งกฤษจบพร้
อมกั
นในมั
ธยม ๘
ตอนสอบมั
ธยม ๘ ของกระทรวงศึ
กษาธิ
การ ใช้
ภาษาฝรั่
งเศสเป็
นวิ
ชาเอก
ภาษาอั
งกฤษเป็
นวิ
ชาโท ผลที่
สอบออกมาจึ
งดี
มาก สอบได้
อั
นดั
บที่
๑ ของคณะอั
กษร
ศาสตร์
คื
อ ได้
ในวิ
ชาคํ
านวณด้
วย เพราะสอบได้
เต็
ม ๓๐๐ มี
เรขาคณิ
ต พี
ชคณิ
ต และเลข
คณิ
ต ๓ รายวิ
ชา
ต่
อมาอาจารย์
นพคุ
ณ รั
บเข้
าไปสอนอยู่
ที่
คณะอั
กษรศาสตร์
ถาม
แล้
วทํ
าไมอาจารย์
ถึ
งออกมาจากคณะอั
กษรศาสตร์
คะ
ตอบ
ตอนนั้
น ดู
กั
นว่
าเป็
นคนหั
วเอี
ยงซ้
าย ก็
บทกลอนเรื่
อง
ขอบฟ้
าขลิ
บทอง
ที่
เขี
ยนออกมา
ชาวธรรมศาสตร์
เชี
ยร์
กั
นมาก ท่
องบทกลอนได้
กั
นจนจบ ขณะเดี
ยวกั
นชาวจุ
ฬา ฯ
ก็
ไม่
ชอบ
ดิ
ฉั
นสอนด้
วย เป็
นเลขานุ
การของคณะอั
กษรศาสตร์
ด้
วย ถู
กตั้
งนามว่
า แม่
อาจาร
เลขาฯ ช่
วงนั้
นได้
เขี
ยนกลอนส่
งลงใน
สยามสมั
ย
สลั
บกั
บ ทวี
ป วรดิ
ลก คนละหนึ
่
งอาทิ
ตย์
สยามสมั
ย
เป็
นนิ
ตยสารที่
มี
ชื่
อเสี
ยงขณะนั้
น มี
หลวงบุ
ณยมานพพานิ
ช ซึ่
งเป็
นนั
กเขี
ยน
และกวี
ใช้
นามปากกา “แสงทอง” .เป็
นบรรณาธิ
การ ส่
วนทวี
ป วรดิ
ลก เป็
นนั
กกลอนแนวเพื่
อชี
วิ
ต
ร่
วมสมั
ยกั
บท่
านอาจารย์
ประคิ
ณ
คุ
ณพ่
อวิ
ลเลี่
ยม เรี
ยกตั
วไปถาม “ประคิ
ณ เธอเขี
ยนอะไรในหนั
งสื
อพิ
มพ์
” ได้
ตอบว่
า
“เขี
ยนกลอน” ท่
านบอกว่
า “เขาไม่
ชอบกั
นนะที่
นี่
” ท่
านหมายถึ
งจุ
ฬาฯ ดิ
ฉั
นก็
ตอบว่
า
“ไม่
เห็
นมี
อะไรเลย” ท่
านบอกว่
า “ขอเถอะ ไม่
เขี
ยนได้
ไหม”