๘
ในเวลาต่
อมา ได้
รั
บการยกย่
องเป็
นครั้
งล่
าสุ
ดอี
กครั้
งหนึ่
ง คื
อรางวั
ล
นราธิ
ป
อั
นเป็
นรางวั
ลเชิ
ด
ชู
เกี
ยรติ
คุ
ณนั
กเขี
ยน กวี
นั
กแปล นั
กหนั
งสื
อพิ
มพ์
และบรรณาธิ
การ ผู้
อาวุ
โส ที่
ได้
สร้
างสรรค์
ผลงานอั
นเป็
น
ที่
ยกย่
องอย่
างกว้
างขวางเป็
นเวลาต่
อเนื่
องยาวนาน โดยเป็
นนั
กเขี
ยนผู้
หนึ่
งในจานวนทั้
งหมด ๑๔ คน
ที่
ได้
รั
บรางวั
ลนี้
ในปี
พุ
ทธศั
กราช
๒๕๔๔
อั
นเป็
นปี
แรกของการริ
เริ่
มมอบรางวั
ลนี
้
โดย
สมาคม
นั
กเขี
ยนแห่
งประเทศไทย
(รางวั
ลนราธิ
ป
,
๒๕๕๓, ไม่
ปรากฏหน้
า)
ศิ
ลปิ
นแห่
งชาติ
“ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา” เกิ
ดเมื่
อวั
นที่
๖ กั
นยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ณ
กรุ
งเทพมหานคร บิ
ดาชื่
อคุ
ณแสง กรองทอง มารดาชื่
อคุ
ณประคอง ท่
านเป็
นบุ
ตรคนเดี
ยวของครอบครั
ว
เดิ
มชื่
อ เออเชนี
(Eugenie) ซึ่
งเป็
นนามนั
กบุ
ญของคริ
สต์
ศาสนา เนื่
องด้
วยเป็
นครอบครั
วชาวคริ
สต์
นิ
กาย
โรมั
นคาทอลิ
ก เมื่
อเข้
าเรี
ยนระดั
บอุ
ดมศึ
กษาจึ
งได้
เปลี่
ยนชื่
อเป็
น “ประคิ
ณ”
ส่
วนนาม “เออเชนี
” ซึ่
งมี
ความหมายว่
า “เกิ
ดดี
” นั้
น ในเวลาต่
อมาได้
เป็
นที่
มาของนา มปากกา
“อุ
ชเชนี
” สาหรั
บบทประพั
นธ์
กวี
นิ
พนธ์
โดยพั
นโทสุ
จิ
ต ศิ
กษมั
ต กวี
และนั
กเขี
ยนรุ่
นพี่
นามปากกา “สิ
กสวั
ต”
เป็
นผู้
ตั้
งให้
ส่
วนนามปากกา “นิ
ด นรารั
กษ์
” ที่
มั
กใช้
ในบทประพั
นธ์
ร้
อยแก้
วส่
วนใหญ่
มี
ที่
มาจากที่
ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา ชอบของเล็
กๆ นอกจากนี้
ยั
งใช้
นามปากกา “พลาย วิ
พั
ฒน์
”สาหรั
บงานแปล
บางเรื่
อง ส่
วนงานเขี
ยนบทความทั่
วไปมั
กใช้
ชื่
อจริ
ง ทั้
งนี้
นามปากกาที่
นั
บเป็
นที่
รู้
จั
กกั
นอย่
างกว้
างขวาง คื
อ
“อุ
ชเชนี
” จากผลงานบทร้
อยกรองอั
นมี
ชื่
อเสี
ยง และ “นิ
ด นรารั
กษ์
” จากบทความเรี
ยงร้
อยแก้
ว
ซึ่
งแพร่
หลายเป็
นที่
รู้
จั
กกั
นดี
เช่
นเดี
ยวกั
น
ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา มี
ภู
มิ
หลั
งจากครอบครั
วที่
อบอุ่
นเป็
นสุ
ข โดยบิ
ดาเป็
นนั
กธุ
รกิ
จ
ที่
ประสบความสาเร็
จ ทั้
งมี
การศึ
กษาที่
ถื
อว่
าสู
งสาหรั
บสมั
ยนั้
น คื
อเป็
นศิ
ษย์
เก่
าโรงเรี
ยนอั
สสั
มชั
ญ
สามารถพู
ดได้
ถึ
ง ๕ ภาษา คื
อนอกจากภาษาแม่
คื
อภาษาไทยแล้
ว ก็
มี
ภาษาอั
งกฤษ ฝรั่
งเศส จี
น และ
ภาษามาเลย์
ส่
วนมารดาเป็
นสุ
ภาพสตรี
ที่
เรี
ยบร้
อย อ่
อนโยนและใจดี
เป็
นผู้
มี
การศึ
กษาดี
เช่
นกั
น คื
อ
เป็
นศิ
ษย์
เก่
าโรงเรี
ยนอั
สสั
มชั
ญคอนแวนต์
ท่
านเป็
นแม่
บ้
านที่
มี
ฝี
มื
อในเชิ
งเย็
บปั
กถั
กร้
อย สามารถตั
ดเสื้
อ
สตรี
ไปจนถึ
งเสื้
อเชิ้
ต เสื้
อสู
ทของผู้
ชายได้
ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา ในวั
ยเรี
ยนจึ
งสวมใส่
เสื้
อผ้
าจากฝี
มื
อ
มารดาโดยตลอด นอกจากนี้
ทั้
งบิ
ดาและมารดาเป็
นคนรั
กต้
นไม้
บิ
ดามั
กสรรหาดอกไม้
สวยงามมาปลู
ก
โดยส่
วนหนึ่
งเป็
นพั
นธุ์
ไม้
ดอกจากต่
างประเทศ ที่
บ้
านจึ
งสวยงามด้
วย ต้
นไม้
ดอกไม้
นานาพรรณ นั
บได้
ว่
า
ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา เติ
บโตมาในแวดล้
อมที่
ผาสุ
กทั้
งร่
างกายและจิ
ตใจ ได้
รั
บการบ่
มเพาะปลู
กฝั
ง
ความมี
สุ
นทรี
ยะ รั
กความเป็
นระเบี
ยบและความสวยงาม เมื่
อเข้
าศึ
กษาที่
โรงเรี
ยนเซนต์
โยเซฟคอนแวนต์
ครู
ซึ่
งเป็
นนั
กบวชสตรี
คณะเซนต์
ปอล เดอ ซาร์
ตร์
ก็
เข้
มงวดกวดขั
นอบรมให้
เป็
นคนดี
มี
วิ
นั
ย มี
ความรั
กและ
พร้
อมที่
จะช่
วยเหลื
อเพื่
อนมนุ
ษย์
(ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา, ผู้
ให้
สั
มภาษณ์
, ๑๕ มกราคม ๒๕๕๔)
ผลจากการศึ
กษาอบรมดั
งกล่
าวทั้
งจากทางบ้
านและโรงเรี
ยนได้
หล่
อหลอมให้
ประคิ
ณ ชุ
มสาย
ณ อยุ
ธยา มี
ดวงตาและจิ
ตใจอั
นประณี
ต อ่
อนโยน และละเมี
ยดละไม ดั
งเห็
นได้
จาก เนื้
อความในปริ
ญญา