Page 136 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๑๒๘
โอกาสอ่
านมาก มี
ความคุ้
นเคยและแตกฉานในฉั
นทลั
กษณ์
คาประพั
นธ์
ไทย ในขณะเดี
ยวกั
นก็
ได้
พบ
รู
ปแบบแปลกใหม่
ของบทกวี
ตะวั
นตก ทาให้
สามารถสร้
างสรรค์
กวี
นิ
พนธ์
ในฉั
นทลั
กษณ์
แบบแผนอย่
าง
ชานาญยิ่
ง การที่
“อุ
ชเชนี
” นา “กลบท” มาใช้
ทั้
งในรู
ปแบบดั้
งเดิ
ม และพั
ฒนาปรั
บใช้
เป็
นรู
ปแบบที
สร้
างสรรค์
เฉพาะตน แสดงถึ
งความเป็
นผู้
อ่
านวรรณกรรมไทย จนซึ
มซั
บเชี่
ยวชาญรู
ปแบบฉั
นทลั
กษณ์
ไทย รวมทั้
งการนา “กลบท” มาใช้
ได้
เพิ่
มความไพเราะพริ้
งพราวแก่
บทกวี
ของ “อุ
ชเชนี
” จนเป็
เอกลั
กษณ์
อั
นโดดเด่
นอย่
างหนึ่
งของกวี
ผู้
นี
๓.๓ การใช้
รู
ปแบบวรรณกรรมตะวั
นตก
“อุ
ชเชนี
” เป็
นกวี
ไทยคนแรกที่
นาเสนอบทกวี
ในรู
ปแบบ ‚ลานานิ
ทาน‛ หรื
อ ballad ที่
เป็
นคาประพั
นธ์
โบราณของตะวั
นตก รวมทั้
งเสนอบทกวี
ขนาดสั้
นตามรู
ปแบบที่
นิ
ยมในบทกวี
นิ
พนธ์
ตะวั
นตก นั
บเป็
นลี
ลาวรรณศิ
ลป์
อั
นสร้
างสรรค์
ทาให้
บทกวี
ของ “อุ
ชเชนี
” เพิ่
มความน่
าสนใจและเร้
าอารมณ์
ด้
วยสี
สั
นของความแปลกใหม่
ในวงวรรณกรรมไทย
๔.
อิ
ทธิ
พลจากสภาพแวดล้
อมทางสั
งคมและการเมื
อง
‚อุ
ชเชนี
‛ หรื
อ “นิ
ด นรารั
กษ์
” อยู่
ในสภาพและบรรยากาศของสั
งคม และโดยเฉพาะ
การเมื
องอั
นร้
อนระอุ
มี
ความขั
ดแย้
งสู
งระหว่
างรั
ฐบาลกั
บนั
กคิ
ด นั
กเขี
ยน ในระหว่
าง พ.ศ. ๒๔๙๑ –
๒๔๙๕ ซึ่
งเป็
นแรงผลั
กดั
นให้
เกิ
ดงานกวี
นิ
พนธ์
แนว “เพื่
อชี
วิ
ต” จานวนมาก ถื
อเป็
นยุ
คทองของกวี
นิ
พนธ์
ยุ
คหนึ่
ง ทั้
งนี้
‚อุ
ชเชนี
‛ เป็
นกวี
ผู้
หนึ่
งที่
ร่
วมเสนอกวี
นิ
พนธ์
แนวที
กล่
าว คื
อมี
เนื้
อหาสะท้
อนความอยุ
ติ
ธรรม
ของสั
งคมและความทุ
กข์
ยากของประชาชน
ด้
วยบรรยากาศอั
นร้
อนแรงของการเมื
องดั
งกล่
าวนี
เป็
นส่
วนหนึ่
งที่
ทาให้
”วรรณศิ
ลป์
” ของ
ประคิ
ณ ชุ
มสาย ณ อยุ
ธยา มี
รสเข้
มด้
วยภาษาของอารมณ์
ทั้
งเศร้
า ขมขื่
น กร้
าวแกร่
ง ตั
ดพ้
เรี
ยกร้
อง ฯลฯ
กล่
าวโดยสรุ
ป ในด้
านแรงบั
นดาลใจหรื
ออิ
ทธิ
พลที่
หล่
อหลอมปั้
นแต่
งกวี
มื
อทองนาม ‛อุ
ชเชนี
และนั
กเขี
ยนฝี
มื
อเยี่
ยมของวงวรรณกรรมไทย “นิ
ด นรารั
กษ์
” ให้
สามารถสร้
างสรรค์
วรรณกรรม ซึ่
เปี่
ยมล้
นด้
วยวรรณศิ
ลป์
อั
นตรึ
งจิ
ต จั
บใจนั
กวรรณกรรมจานวนมากต่
อมาก และเป็
นเวลายาวนานนั้
มี
ที่
มาจากปั
จจั
ยอั
นสาคั
ญคื
อ ศาสนา การศึ
กษา อบรม และสภาพแวดล้
อมทางสั
งคม ซึ่
งล้
วนเป็
อิ
ทธิ
พลของ “สั
งคม” ทั้
งสิ้
ผลสรุ
ปของการศึ
กษาในประเด็
นนี้
จึ
งนั
บว่
าสอดคล้
องกั
บที่
เวลเลก และวอเรน เสนอแนวคิ
เกี่
ยวกั
บความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างวรรณคดี
กั
บสั
งคมว่
า งานเขี
ยนย่
อมจะแสดงออกซึ่
งประสบการณ์
และ
แนวคิ
ดที่
ผู้
เขี
ยนได้
รั
บจากสั
งคม (Rene and Warren, ๑๙๘๔, pp. ๙๔-๑๐๙)