องคความรู
ศิ
ลป
นแห
งชาติ
: นายมานพ ยาระณะ
๓๗
ซ
าย ขวา หรื
อนั
บตั
วเลข และเมื่
อนํ
ามาออกแสดงด
วยทํ
านองแปดหมื่
นสี่
พั
นพระธรรมขั
นธ
ทํ
านองออกศึ
ก และทํ
านองชนะศึ
กหรื
อขอฝนแสนห
า ซึ่
งทํ
านองทั
้
งหมดจะต
องบรรเลง
เชื่
อมโยงติ
ดต
อกั
นไปอย
างต
อเนื่
อง ในแต
ละทํ
านองขณะตี
จะถู
กกํ
าหนดสติ
ด
วยคาถาธรรม
หรือบางที
อาจกํ
าหนดสติดวยตั
วเลขเขามาทํ
าหนาที่
แทนคาถาธรรม
พระนคร ปรั
งฤทธิ์
(๒๕๕๓) ทํ
าการศึ
กษา เรื่
อง กลองในพระไตรป
ฎกที่
ปรากฏใน
ล
านนา โดยมี
วั
ตถุ
ประสงค
เพื่
อสื
บค
น รวบรวม และจั
ดทํ
าฐานข
อมู
ลเกี่
ยวกั
บคติ
การสร
าง
กลองในวั
ฒนธรรมลานนา ศึกษาคติการสรางกลองในวั
ฒนธรรมของกลุ
มชาติพั
นธไท กั
บคติ
ที่
ปรากฏในพระไตรป
ฎก ผลการศึ
กษาพบว
า
กลอง ถื
อเป
นเครื่
องบอกอาณั
ติสั
ญญาณ และเป
นเครื่
องดนตรีที่
ใหความบั
นเทิงใจ ที่
มี
บทบาทหน
าที่
รั
บใช
สั
งคมมาอย
างยาวนานทั
้
งการเมื
องการปกครอง กิ
จกรรมของเหล
า
ประชาราษฎร และงานบุ
ญประเพณีทางพุ
ทธศาสนา โดยหลั
กฐานชั
้นตนทางพระพุ
ทธศาสนา
ที่
เกาแกและสํ
าคั
ญ ที่
กลาวถึ
งกํ
าเนิดของกลองที่
มีพลานุ
ภาพศั
กดิ์
สิทธิ์
และถือเป
นคติ
รองรั
บ
วิธีปฏิบั
ติเกี่
ยวกั
บกลองในสั
งคมกลุ
มชาติพั
นธุ
ไท ไดแก สุ
วรรณกั
กกฎชาดก ซึ่
งเป
นชาดกที่
ปรากฏอยู
ในพระไตรป
ฎก(นิบาตชาดก)
โดยกล
าวถึ
ง ช
างพระโพธสั
ตวไดทํ
าลายปู
ทอง จนกระดองปู
แหลกละเอียด และกามปู
ทั
้
ง ๒ ข
างหลุ
ดกระเด็
นออกจากกั
น แล
วถู
กน้ํ
าพั
ดพาไปตกในที่
ต
างกั
น โดยก
ามปู
ข
างหนึ่
ง
เหลาอสู
รนํ
าไปสรางเป
นกลองอาลั
มพระ สํ
าหรั
บใช
ตีเป
นเรื่
องบอกอาณั
ติสั
ญญาณในการรบ
กั
บเทวราช จนเมื่
ออสู
รพ
ายแล
วหนี
ไปพร
อมกั
บทิ้
งกลองใบนี้
ไว
ท
าวสั
กกเทวราชหรื
อ
พระอินทร จึงยึดไปไวบนสวรรคชั
้นดาวดึงส สวนกามปู
อีกขางหนึ่
งเหลากษั
ตริย
๑๐ พระองค
นํ
าไปสรางเป
นตะโพน (กลอง) อานกะ สํ
าหรั
บใชเป
นเครื่
องดนตรีที่
ใหความบั
นเทิงใจ ในงาน
เทศกาลมหรสพต
าง ๆ และเป
นกลองมงคลสํ
าหรั
บบานเมือง ทั
้งกลองอาลั
มพระและตะโพน
(กลอง) อานกะ ตางก็
ถื
อเป
นอาวุ
ธสํ
าคั
ญประการหนึ่
ง ที่
ทํ
าให
ศั
ตรู
ใจสั่
นสะท
านได
คติ
การสร
างกลองดั
งกล
าวนี้
เป
นคติ
ที่
สืบทอดกั
นมา ในสั
งคมอิ
นเดี
ยสมั
ยพุ
ทธกาล
โดยกลองที่
ปรากฏในสั
งคมอิ
นเดี
ยยุ
คหลั
งกลองอาลั
มพระและตะโพน (กลอง) อานกะนั
้
น
ได
แก
กลองชั
ย (ชยเภรี
) และกลองนั
นทเภรี
(นนทเภรี
) แม
กลองทั
้
ง ๒ ชนิ
ดนี้
จะเรี
ยกชื่
อ
ต
างกั
น แต
ก็
ถื
อเป
นกลองชนิ
ดเดี
ยวกั
น หรื
อกลองใบเดี
ยวกั
น แต
ที่
เรี
ยกชื่
อต
างกั
นเพราะ
บทบาทหนาที่
ในขณะนั
้นเป
นตั
วกํ
าหนด กล
าวคื
อ
หากใช
ในบทบาทที่
เป
นเครื่
องบอกอาณั
ติ
สั
ญญาณในการรบหรื
อใช
การเมื
องการ
ปกครอง ก็
เรียกว
า “กลองชั
ยเภรี” ซึ่
งมีใชเฉพาะกษั
ตริ
ย ซึ่
งถือเป
นสมมติ
เทพ และเป
นชนชั
้
น
ปกครอง โดยกษั
ตริย
แต
ละแควนจะมีกองทั
พจตุ
รงคเสนา ทํ
าหนาที่
คอยปกปองบานเมืองและ