องคความรู
ศิ
ลป
นแห
งชาติ
: นายมานพ ยาระณะ
๒๖
๔. ไข
ฟองที่
สี่
แมโคนํ
าไปเลี้
ยง จึงไดเป
นพระพุ
ทธเจ
าพระนามว
า “โคตมะ”
๕. ไข
ฟองที่
ห
า หญิ
งรั
บจางซั
กผ
า (อีกตํ
านาน เป
นแม
สิงห) นํ
าไปเลี้
ยง จะได
เป
นพระพุ
ทธเจ
าพระนามว
า “ศรีอริยเมตไตย” ในอนาคตกาล
ไขทั
้ง ๕ ฟองนี้
เมื่
อถึ
งเวลาอั
นสมควรก็
ไดแตกออกมากลายเป
นบุ
รุ
ษเพศทั
้ง ๕
คน ซึ่
งตอไปจะเรียกวา “พระโพธิสั
ตว
” เมื่
อกาลเวลาผานไปพระโพธิสั
ตวไดสอบถาม
แม
เลี้
ยงของแต
ละคนว
าตนเองมี
ชาติ
กํ
าเนิ
ดมาจากไหน ใครเป
นแม
เมื่
อทราบว
า
ตนเองมีแม
เป
นกาเผือก ดวยความกตั
ญู
ต
อแมแตละคนจึงขออนุ
ญาตจากแม
เลี้ยง
เพื่
อออกบวชบํ
าเพ็
ญสมณะธรรมเป
นการตอบแทนบุ
ญคุ
ณของแม
กาเผื
อก ก็
ไดรั
บการ
อนุ
ญาตจากแม
เลี้
ยง เมื่
อเป
นเช
นนี้
พระโพธิ
สั
ตว
ทั
้
ง ๕ พระองค
แม
ว
าจะอยู
คนละที่
ละแห
งแต
ดวยบุ
ญบารมีที่
ไดอธิษฐานเพื่
อเป
นพระพุ
ทธเจาในการอนาคต จึงทํ
าใหทั
้ง
๕ พระองค
ออกบวชพร
อมกั
น โดยถื
อเป
นฤาษี
แต
ละพระองค
ก็
เดิ
นทางมาสู
ป
า
แห
งหนึ่
งอั
นเป
นที่
เหมาะสมสํ
าหรั
บการปฏิบั
ติธรรม เมื่
อทั
้ง ๕ พระองคไดพบกั
นจึงได
สอบถามชาติ
กํ
าเนิ
ดซึ่
งกั
นและกั
น เมื่
อทราบว
าทั
้
งหมดเป
นลู
กของแม
กาเผือก ด
วย
ความกตั
ญู
และอยากเห็
นแม
กาเผือก จึ
งร
วมกั
นปฏิ
บั
ติ
ธรรมและอธิษฐานใหพบแม
กาเผื
อก ดวยแรงของอานิสงสแห
งการปฏิบั
ติธรรมทราบไปถึงผกาพรหม ผกาพรหม
จึ
งแปลงกายเป
นกาเผื
อกลงมาให
พระโพธิสั
ตวไดเห็
น และไดกล
าววาเมื่
อทานทั
้งหลาย
ตองการบู
ชาพระคุ
ณของแม
จงให
ทํ
าประที
ปบู
ชาโดยใหทํ
าไสของประทีปเป
นรู
ปตีนกา
แล
วจุ
ดบู
ชาก็
ถือว
าเป
นการบู
ชาพระคุ
ณแม
เมื่
อกล
าวแล
วก็
ได
กลั
บขึ้
นสู
ที่
อยู
ของตน
ตามเดิม ตั
้งแต
นั
้นมาพระโพธิ
สั
ตวก็
ได
กระทํ
าตามคํ
ากล
าวของแม
กาเผือกตลอดมา
เมื่
อตายจากมนุ
ษยโลกแลวไดไปบั
งเกิดเป
นเทพอยู
ในสวรรคชั
้นดุ
สิต แลวไดบั
งเกิดมา
เป
นพระพุ
ทธเจ
าในภั
ทรกั
ปป
นี้
ทั
้
ง ๕ พระองค
ซึ่
งชาวพุ
ทธมั
กจะเรียกวา “พระพุ
ทธเจา
๕ พระองค
”
ตั
้
งแต
อดี
ตผ
านมาได
มี
พระพุ
ทธเจ
ามาตรั
สรู
แล
ว คื
อ พระพุ
ทธเจ
ากกุ
สั
นธะ
พระพุ
ทธเจ
าโกนาคมนะ พระพุ
ทธเจ
ากั
สสปะ พระพุ
ทธเจ
าโคตมะ ซึ่
งเป
นพระองค
ป
จจุ
บั
น ส
วนในอนาคตกาลจั
กได
มี
พระพุ
ทธเจาพระนามว
าศรีอริ
ยเมตไตย มาตรั
สรู
ด
วยเหตุ
นี้
การบู
ชาผางประที
ปจึ
งเป
นการบู
ชาพระพุ
ทธเจ
าทั
้
ง ๕ พระองค
ซึ่
งชาว
ลานนาไดถื
อปฏิบั
ติกั
นสืบมาเป
นเวลาช
านานตราบเท
าทุ
กวั
นนี้
”