Page 39 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

องคความรู
ศิ
ลป
นแห
งชาติ
: นายมานพ ยาระณะ
๒๕
ผู
นี้
มีความชํ
านาญเป
นอย
างมาก และเป
นที่
รั
กใคร
ของเจ
าเมืองไดเกิ
ดการชอบพอรั
กใคร
กั
ลู
กสาวเจ
าเมืองเขา จนในที่
สุ
ดจึ
งพากั
นหนีออกจากเมืองไป และเจ
าเมือง ๆ นี้
ยั
งมีที่
ปรึกษาอยู
อีกคนหนึ่
งชื่
อว
าป
อเจ
ในเมื่
อลู
กสาวไดหนีไปกั
บครู
ฝ
กทหาร เจาเมืองจึ
งไดมาปรึกษากั
บป
อเจ
ว
าจะทํ
าอย
างไรดี
ป
อเจ
มีความเสียดายในฝ
มือของครู
ฝ
กทหารและลู
กสาวเจาเมือง จึ
งคิ
ดหา
วิธีที่
จะให
ครู
ฝ
กทหารและลู
กสาวเจ
าเมืองกลั
บมาแตโดยดี
จึ
งคิ
ดหาอุ
บายโดยการให
ครู
ฝ
กทหารบวชเป
นลู
กแก
วเขาเมืองมา พรอมกั
บลู
กสาวเจ
าเมืองก็
ถื
อขั
นดอกไมมาสง พรอมกั
ชาวบ
านดวย เมื่
อคิ
ดไดดั
งนี้แลวจึ
งไดส
งสาสนไปหาลู
กสาวและครู
ฝ
กทหาร ให
ทํ
าตามที่
คิ
ดไว
โดยการบวชลู
กแก
วและมีพิธี
แหเขาเมืองมาดวย แต
ในการแห
ลู
กแก
วในครั
้งนั
้นยั
งไม
มีกลองที่
จะใชตีร
วมแหขบวน ป
อเจจึ
งไดคิดทํ
ากลองขึ้นมาแห
รวมขบวนชนิดหนึ่
ง ซึ่
งมีลั
กษณะเป
กลองก
นยาวคลายกลองแอว แต
มีขนาดเล็
กกวาซึ่
งสามารถใช
สะพายบ
าตีได
ใช
ตีร
วมกั
บฉาบ
และโหมง ตอมาภายหลั
งจึงให
ชื่
อกลองชนิดนี้
วา “กลองปู
เจ” ตามชื่
อของคนคิ
ตํ
านานพระพุ
ทธเจ
าห
าพระองค
หรื
อ ตํ
านานธรรมกาเผื
อก
พระไชยวิ
ทย
ธั
มมรโต วั
ดท
าทุ
ม ตํ
าบลสั
นพระเนตร อํ
าเภอสั
นทราย จั
งหวั
เชี
ยงใหม
(สั
มภาษณ
, ๒๐ กั
นยายน ๒๕๕๓) ได
เล
าตํ
านานธรรมกาเผื
อก ซึ่
งจะเกี่
ยวข
อง
อานิสงสของการจุ
ดผางประที
ปบู
ชา ดั
งนี้
“ในอดี
ตกาล ยั
งมี
แม
กาเผือกตั
วหนึ่
งทํ
ารั
งอยู
ที่
ต
นไม
ริ
มฝ
งแม
น้ํ
าแห
งหนึ่
งใน
ป
าหิ
มพานต
แมกาเผือกไดออกไขไว
๕ ฟอง อยู
มาวั
นหนึ่
งแมกาเผือกไมอยู
 บั
งเอิญ
วั
นนั
้นเกิดลมพายุ
ใหญพั
ดรุ
นแรงจึงทํ
าใหตนไมนั
้นหั
กโคนเป
นเหตุ
ใหไขทั
ง ๕ ฟอง ถู
น้ํ
าพั
ดไปคนละทิ
ศละทาง เมื่
อแมกาเผือกกลั
บมาไม
พบรั
งของตั
วเองเกิ
ดความเสียใจ
อย
างยิ่
งจนขาดใจตาย จากนั
้นไดไปเกิดเป
นผกาพรหมในชั
้นพรหม สวนไขทั
้ง ๕ ฟอง
เมื่
อไหลไปแต
ละทิ
ศละทางด
วยบุ
ญบารมี
พระโพธิ
สั
ตว
ซึ่
งจะได
ตรั
สรู
มาเป
พระพุ
ทธเจ
าในกาลขางหนา จึ
งมีสั
ตวและคนนํ
าไปเลี้
ยง ดั
งนี้
๑. ไขฟองที่
หนึ่
ง แม
ไก
นํ
าไปเลี้
ยง จึงไดเป
นพระพุ
ทธเจ
าพระนามว
“กกุ
สั
นธะ”
๒. ไขฟองที่
สอง แม
นาคนํ
าไปเลี้
ยง จึงไดเป
นพระพุ
ทธเจ
าพระนามว
“โกนาคมนะ”
๓. ไขฟองที่
สาม แม
เตานํ
าไปเลี้
ยง จึ
งไดเป
นพระพุ
ทธเจ
าพระนามว
“กั
สสปะ”