Page 37 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

องคความรู
ศิ
ลป
นแห
งชาติ
: นายมานพ ยาระณะ
๒๓
ที่
พื้นบานเรียกวา บวชลู
กแกว ภาษาไทใหญจะเรียกวา ปอยสางลอง งานปอย และขบวนแห
ครั
วทานต
าง ๆ
กลองปู
เจ
เป
นเครื่
องดนตรีชนิดหนึ่
งของชาวไทใหญ
การแสดงกลองปู
เจ
มีความ
มุ
งหมายเพื่
อความบั
นเทิ
ง สนุ
กสนาน ที่
สะท
อนวิถี
ชี
วิตของชาวลานนาที่
มีมาแตครั
้งอดีต โดย
กลองปู
เจ
จะมี
วิ
ธี
การตี
ที่
มี
ความสลั
บซั
บซ
อน(เทคนิ
คชั
นสู
ง) บางครั
งก็
ดํ
าเนิ
นตามจั
งหวะ
บางครั
้งก็
มีการลั
กจั
งหวะ บางครั
้งก็
ตีเลียนแบบเป
นเสียงนกยู
ง บางครั
้งตีเลียนแบบเป
นเสียง
นกปู
ติ๊
ด บางครั
งก็
ตีเป
นลั
กษณะคร่ํ
าครวญความความรู
สึ
ก (ดิ๊
วดิ๋
ว ดิ๊
วดิ๋
ว) ซึ่
งวิ
ธีการทั
้งหมด
ล
วนเป
นความอิ
สระและความหลากหลายที่
ต
องใช
ความสามารถเฉพาะตั
วในการตี
ใน
บางครั
ง ฉาบ ก็
เข
ามาร
วมหยอกล
อระคนเคล
ารุ
กเร
าตอบโต
กั
นในเชิ
งปฏิ
ภาณไหวพริ
เข
าด
วยกั
นอย
างออกรส โดยมี
โหม
ง เป
นผู
คอยยื
นคุ
มจั
งหวะอย
างมั่
นคง บนสั
ดส
วนที่
แน
นอนของการดํ
าเนินไปแห
งกระสวนจั
งหวะอั
นสง
างาม
กลองปู
เจนิยมใชประกอบการแสดงฟ
อนเจิ
ง ฟ
อนดาบ การเตนนกกิ่
งกะหลา เตนโต
๓. ตํ
านาน ชาดก คาถาธรรมในล
านนา
ในการศึ
กษาเชิงประวั
ติศาสตร ตํ
านาน และชาดก เป
นสิ่
งสํ
าคั
ญที่
จะสะทอนใหเห็
นวิถี
ชี
วิ
ตของผู
คนในแต
ละพื้
นที่
ทั
งที่
เป
นความคิ
ด ความเชื่
อ วั
ฒนธรรม ประเพณี
ในดิ
นแดน
ล
านนามี
ตํ
านานและชาดกเป
นจํ
านวนมากที่
มี
คุ
ณค
าควรแก
การนํ
ามาศึ
กษา ผู
วิ
จั
ยจึ
งได
นํ
ตํ
านาน ชาดก และคาถาธรรมต
างๆที่
เกี่
ยวข
องกั
บการศึ
กษาเรื่
ององค
ความรู
ศิ
ลป
นแห
งชาติ
นายมานพ ยาระณะ มาเสนอไวโดยสั
งเขปดั
งนี้
ตํ
านานกลองไชยมงคล
พระนคร ปรั
งฤทธิ์
(๒๕๕๓ : ๑๒๔) ไดนํ
าตํ
านานกลองชั
ยมงคล ที่
พ
อครู
มานพ
ยาระณะ มั
กจะเล
าขานให
กลุ
มลู
กศิ
ษย
ฟ
ง เป
นตํ
านานที่
เล
าสืบต
อกั
นมาในทองถิ่
น ซึ่
งมีเนื้อหา
ที่
แสดงใหเห็
นถึง คติเกี่
ยวกั
บกลองที่
มีพลานุ
ภาพศั
กดิ์
สิทธิ์
และมีความเกี่
ยวของกั
บพระอินทร
บั
นทึกไวว
เมื่
อครั
งอดี
ตกาลผ
านมา ยั
งมี
ยั
กษ
ตนหนึ่
ง เป
นผู
มี
ตาทิ
พย
สามารถมองเห็
นทุ
กสิ่
งได
ตามปรารถนา เมื่
อถึ
งวั
นพระคราใด ก็
จะมี
ความต
องการกิ
นมนุ
ษย
จึ
งต
องออกล
ากิ
นมนุ
ษย
วั
นพระละหนึ่
งคนตลอดมา จนมนุ
ษย
ทั
งหลายต
างพากั
นเดื
อดร
อนอยู
อย
างไม
มี
ความสุ
เต็
มไปดวยความหวาดกลั