Page 159 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๓) ทํ
าให๎
ผู๎
เรี
ยนเกิ
ดการเรี
ยนรู๎
จากการได๎
คิ
ดเอง ปฏิ
บั
ติ
เอง และสร๎
างความรู๎
ด๎
วยตนเอง
ขณะเดี
ยวกั
นก็
สามารถเข๎
ารํ
วมกิ
จกรรมและสามารถทํ
างานรํ
วมกั
บผู๎
อื่
นได๎
๔) ทํ
าให๎
ผู๎
เรี
ยนได๎
รั
บการปลู
กฝั
งให๎
รู๎
และรั
กท๎
องถิ่
นของตนเอง มองเห็
นคุ
ณคํ
าและตระหนั
กถึ
ปั
ญหาในชุ
มชนของตนเองพร๎
อมที่
จะเป็
นสมาชิ
กที่
ดี
ของชุ
มชนทั้
งในปั
จจุ
บั
นและอนาคต
ศิ
ริ
กาญจน์
โกสุ
มภ์
และ ดารณี
คาวั
จนั
(๒๕๔๕ : ๑๘) กลํ
าวถึ
งความสํ
าคั
ญของแหลํ
งเรี
ยนรู๎
คื
สภาพแวดล๎
อม ทั้
งในโรงเรี
ยนและนอกโรงเรี
ยนที่
จะชํ
วยให๎
ผู๎
เรี
ยนเกิ
ดการเรี
ยนรู๎
และเป็
นแหลํ
งที่
จะทํ
าให๎
ผู๎
สอน
สามารถออกแบบการเรี
ยนรู๎
ให๎
ผู๎
เรี
ยนฝึ
กปฏิ
บั
ติ
หรื
อได๎
ศึ
กษาค๎
นคว๎
าด๎
วยตนเอง เพื่
อให๎
เกิ
ดการเรี
ยนรู๎
และ
แลกเปลี่
ยนเรี
ยนรู๎
ซึ่
งกั
นระหวํ
างกลุํ
มเพื่
อน ระหวํ
างครู
กั
บนั
กเรี
ยน ระหวํ
างวิ
ทยากรประจํ
า แหลํ
งเรี
ยนรู๎
กั
บครู
และนั
กเรี
ยน รวมทั้
งเป็
นแหลํ
งที่
ผู๎
เรี
ยน อาจอาศั
ยการสื
บค๎
นของตนเองเพื่
อแสวงหาความรู๎
เพิ่
มเติ
ม ผู๎
สอนจึ
สามารถใช๎
แหลํ
งเรี
ยนรู๎
ในชุ
มชนให๎
เป็
นแหลํ
งเรี
ยนรู๎
ของผู๎
เรี
ยนอยํ
างเต็
มที่
๓.๑๐.๓ ประเภทของแหล่
งเรี
ยนรู้
ปรี
ชา มาละวรรณโณ
(๒๕๔๕) ได๎
แบํ
งประเภทของแหลํ
งเรี
ยนรู๎
ออกเป็
น ๒ ประเภท คื
๑) แหลํ
งเรี
ยนรู๎
ในโรงเรี
ยน เป็
นแหลํ
งที่
มี
ข๎
อมู
ลขํ
าวสาร ความรู๎
ของแตํ
ละโรงเรี
ยนมี
ความ
แตกตํ
างกั
นขึ้
นอยูํ
กั
บศั
กยภาพของโรงเรี
ยน การพั
ฒนาแหลํ
งเรี
ยนรู๎
จะเกิ
ดประสิ
ทธิ
ผล เมื่
อนั
กเรี
ยนเข๎
าไปศึ
กษา
แหลํ
งเรี
ยนรู๎
เชํ
น ห๎
องสมุ
ด ห๎
องปฏิ
บั
ติ
การ ศู
นย์
พั
ฒนาการเรี
ยนการสอน วิ
ชาการตํ
าง ๆ ศู
นย์
การเรี
ยนรู๎
ด๎
วย
ตนเอง แหลํ
งธรรมชาติ
ในโรงเรี
ยน สวนตํ
าง ๆ ในโรงเรี
ยน
๒) แหลํ
งเรี
ยนรู๎
นอกโรงเรี
ยนและในวิ
ถี
ชี
วิ
ต เป็
นแหลํ
งที่
มี
ข๎
อมู
ล ขํ
าวสาร ความรู๎
ซึ่
งอยูํ
ภายนอกโรงเรี
ยนและในวิ
ถี
ชี
วิ
ตชุ
มชน ในการจั
ดการให๎
นั
กเรี
ยนเข๎
าไปศึ
กษาหาความรู๎
ตามต๎
องการประสาน
ความรํ
วมมื
อและมี
เป้
าหมายในการใช๎
บริ
การที่
ชั
ดเจน ตั
วอยํ
างแหลํ
งเรี
ยนรู๎
นอกโรงเรี
ยนและในวิ
ถี
ชี
วิ
ต ได๎
แกํ
ครอบครั
ว ชุ
มชน สถานประกอบการ สถานที่
ราชการ แหลํ
งธรรมชาติ
สิ่
งแวดล๎
อม องค์
กรภาครั
ฐและเอกชน
หอสมุ
ดและห๎
องปฏิ
บั
ติ
การในสถานศึ
กษาระดั
บสู
สิ
ริ
ยุ
พา ศกุ
นตะเสถี
ยร
(๒๕๔๘)
ได๎
วิ
เคราะห์
ประเภทแหลํ
งเรี
ยนรู๎
ตามพระราชบั
ญญั
ติ
การศึ
กษา
แหํ
งชาติ
พ.ศ.๒๕๔๒ ที่
สั
มพั
นธ์
กั
บแนวคิ
ดนั
กวิ
ชาการ สามารถจั
ดประเภทแหลํ
งเรี
ยนรู๎
ที่
สอดคล๎
องกั
พระราชบั
ญญั
ติ
การศึ
กษาแหํ
งชาติ
พ.ศ.๒๕๔๒ สรุ
ปได๎
๔ ประเภท คื
๑) แหลํ
งเรี
ยนรู๎
ที่
เป็
นธรรมชาติ
หรื
อทรั
พยากรธรรมชาติ
ได๎
แกํ
ภู
เขา น้ํ
าตก ทะเล ป่
าไม๎
ป่
ชายเลน ดิ
น หิ
น แรํ
พื
ช สั
ตว์
แมํ
น้ํ
า ลํ
าคลอง หนอง บึ
ง ทะเล อํ
าว แสงแดด อากาศ รวมถึ
งแหลํ
ทรั
พยากรธรรมชาติ
การศึ
กษาภู
มิ
หลั
งทางประวั
ติ
ศาสตร์
กระบวนการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรม : กรณี
ศึ
กษาชุ
มชนตลาดสามชุ
๑๒๘