พั
ฒนาศั
กยภาพทั้
งด๎
านความคิ
ดสร๎
างสรรค์
และผลงานให๎
เป็
นที่
ปรากฏมากขึ้
น ทํ
าให๎
เกิ
ดความเสมอภาคในการ
ทํ
างานและรั
บผิ
ดชอบรํ
วมกั
นมากขึ้
น นํ
าไปสูํ
ความสั
มพั
นธ์
ระหวํ
างคนในชุ
มชน ที่
ใกล๎
ชิ
ดกั
นมากขึ้
น ในตลาด
ชุ
มชนมี
มิ
ตรไมตรี
เอื้
อเฟื้
อเผื่
อแผํ
กั
นมากขึ้
น และมี
จิ
ตสาธารณะมากขึ้
น ชาวตลาดและชาวชุ
มชนได๎
รั
บรู๎
และได๎
เห็
นถึ
งการเปลี่
ยนแปลงที่
เกิ
ดขึ้
นกั
บตลาดอยํ
างชั
ดเจน ตํ
างตื่
นเต๎
นและยิ
นดี
ที่
ตลาดคึ
กคั
กมี
ชี
วิ
ตชี
วา และ
ภาคภู
มิ
ใจในมรดก/ภู
มิ
ปั
ญญาท๎
องถิ่
นของตนที่
เป็
นที่
รู๎
จั
กของคนภายนอกผํ
านสื่
อตํ
างๆและผู๎
คนที่
มาเยี่
ยมชม
ในสํ
วนของความสั
มพั
นธ์
ระหวํ
างผู๎
บริ
หารท๎
องถิ่
นกั
บชาวชุ
มชนก็
เปลี่
ยนไปในแนวระนาบมาก
ขึ้
นอยํ
างชั
ดเจนเชํ
นกั
น ผู๎
นํ
าของเทศบาลฯ และคณะกรรมการพั
ฒนาตลาดฯ ได๎
รู๎
จั
กชุ
มชนของตนเองดี
ขึ้
นและ
มองเห็
นศั
กยภาพที่
ได๎
เปรี
ยบเชิ
งสั
มพั
นธ์
ของชุ
มชนตนเอง เมื่
อเที
ยบกั
บสั
งคมภายนอก ทํ
าให๎
เกิ
ดความมุํ
งมั่
นที่
จะ
ขยายพั
นธกิ
จในการดู
แลกิ
จการของชุ
มชน จากเป้
าหมายเดิ
มที่
มุํ
งพั
ฒนาตลาดสามชุ
ก ไปสูํ
การพั
ฒนาชุ
มชนใน
เขตเทศบาลทั้
งหมด
ความสั
มพั
นธ์
ระหวํ
างโรงเรี
ยน/ครู
นั
กเรี
ยน และชุ
มชนก็
เป็
นอั
นหนึ่
งอั
นเดี
ยวกั
น เกิ
ดขึ้
นจากการ
ที่
เยาวชนได๎
เรี
ยนรู๎
ประวั
ติ
ศาสตร์
จากผู๎
อาวุ
โสของชุ
มชน ผํ
านหลั
กสู
ตรแบบบู
รณาการความรู๎
ในระบบเข๎
ากั
บ
สภาพจริ
งของชุ
มชน ความสั
มพั
นธ์
ระหวํ
างวั
ดกั
บชุ
มชนก็
เกื้
อกู
ลกั
นมากขึ้
น เมื่
อวั
ดได๎
มามี
สํ
วนรํ
วมในกิ
จกรรม
ทางวั
ฒนธรรมและใช๎
วิ
ทยุ
ชุ
มชนเป็
นสื่
อกลาง ในการถํ
ายทอดแลกเปลี่
ยนขํ
าวสารระหวํ
างกลุํ
มตํ
างๆในชุ
มชน
กลุํ
มผู๎
อาวุ
โส และชมรมแอโรบิ
คได๎
แสดงบทบาทอยํ
างสํ
าคั
ญในการต๎
อนรั
บสมาชิ
ก ชุ
มชนจากเครื
อขํ
ายเมื
อง
อื่
นๆ และจากการทํ
ากิ
จกรรมเหลํ
านี้
รํ
วมกั
นทํ
าให๎
ความสั
มพั
นธ์
ระหวํ
างสมาชิ
กภายในกลุํ
มเองแนํ
นแฟ้
นและ
คึ
กคั
กมากขึ้
น ภาคธุ
รกิ
จธนาคารก็
มี
ความสั
มพั
นธ์
กั
บชาวตลาดมากขึ้
นผํ
านนโยบายคู
ปองอาหารที่
ชํ
วยกระจาย
รายได๎
ของตลาดให๎
ขยายวงกว๎
างขึ้
น
ภาพรวมของกิ
จกรรมการพั
ฒนาตํ
างๆที่
ชุ
มชนได๎
เรี
ยนรู๎
รํ
วมกั
นได๎
สํ
งผลทํ
าให๎
ความสั
มพั
นธ์
ทั้
ง
ภายในกลุํ
มและระหวํ
างกลุํ
มสั
งคมที่
ตํ
างเพศ ตํ
างวั
ย และภาคสํ
วนตํ
างๆของชุ
มชนสามชุ
กได๎
ใกล๎
ชิ
ดและเกื้
อกู
ล
แนํ
นแฟ้
นมากขึ้
น และประสานเชื่
อมโยงกั
นอยํ
างกว๎
างขวาง ที่
สํ
าคั
ญที่
สุ
ดคื
อสามารถปรั
บความสั
มพั
นธ์
ระหวํ
าง
ฝ่
ายบริ
หารเทศบาลกั
บชาวตลาดทั่
วไป จากระบบคิ
ดแบบบนลงลํ
างและการตั
ดสิ
นใจรวมศู
นย์
อยูํ
ที่
นายกเทศมนตรี
เปลี่
ยนมาเป็
นผู๎
บริ
หารคิ
ดวํ
าหน๎
าที่
ของเทศบาลคื
อผู๎
สนั
บสนุ
นการพั
ฒนา โดยดึ
งภาคี
ผู๎
มี
สํ
วน
รํ
วมให๎
มากที่
สุ
ด ผู๎
บริ
หารเทศบาลฯ รั
บฟั
งคํ
าวิ
จารณ์
และมี
จิ
ตสํ
านึ
กในการบริ
การมากขึ้
น ใช๎
ความเห็
นที่
ประชุ
ม
ตั
ดสิ
นใจและลดความสํ
าคั
ญของตํ
าแหนํ
งบริ
หารลง
สํ
าหรั
บความสั
มพั
นธ์
ระดั
บครอบครั
วและสั
งคมของชาวสามชุ
กเป็
นสั
งคมชนบทที่
ความผู
กพั
น
ในครอบครั
วและชุ
มชนอยํ
างเหนี
ยวแนํ
น ครอบครั
วของชาวสามชุ
กคํ
อนข๎
างอบอุํ
น พร๎
อมพรั่
งด๎
วยญาติ
สนิ
ท
การศึ
กษาภู
มิ
หลั
งทางประวั
ติ
ศาสตร์
กระบวนการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและวั
ฒนธรรม : กรณี
ศึ
กษาชุ
มชนตลาดสามชุ
ก
๗๒