Page 82 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

66
ทางประว ั
ติ
ศาสตร์
และทางโบราณคดี
ในสมั
ยล้
านนา ลั
กษณะการอพยพเคลื่
อนย ้
ายของชาวไทใหญ่
เข้
ามาอยู ่
ในพื
นที่
เมื
องแม่
ฮ่
องสอนนั
น น่
าจะเชื่
อมโยงกั
บความสั
มพั
นธ์
ในรู
ปแบบที่
หลากหลาย ทั
ความสั
มพั
นธ์
ทางการเมื
อง เศรษฐกิ
จและสั
งคมในอาณาจั
กรล้
านนา และเปลี่
ยนไปตามสถานการณ์
ที่
เกิ
ดขึ
นในแต่
ละช่
วงเวลาของอานาจทางการเมื
องการปกครอง ใน ปี
พ.ศ. 1824 สมั
ยพระยา
มั
งรายได้
สถาปนาอาณาจั
กรล้
านนาเหนื
อเขตที่
ราบลุ
มแม่
าปิ
ง และความสั
มพั
นธ์
ทางการเมื
องกั
ชาวไทใหญ่
นั
น ในสมั
ยพระยามั
งราย พระองค์
ขอรั
บการช่
วยเหลื
อในเรื่
องการพั
ฒนาฝี
มื
อเชิ
งช่
าง
สาขาต่
าง ๆ จากเมื
องอั
งวะซึ
งขณะนั
นตกอยู ่
ใต้
อิ
ทธิ
พลของผู
ปกครอง ไทใหญ่
3 พี่
น้
องซึ
งการผู
สั
มพั
นธ์
ทาให้
อาวุ
ธที่
ใช้
ในกองทั
พล้
านนามี
ประสิ
ทธิ
ภาพมากกว่
าเดิ
ม และมี
ช่
างฝี
มื
อด้
านต่
าง ๆ
เข้
ามาสู ่
อาณาจั
กรล้
านนา ต่
อมาพระยามั
งรายส่
งราชบุ
ตรของพระองค์
คื
อขุ
นเครื
อไปปกครองเมื
อง
นาย ซึ
งขณะนั
นน่
าจะเป็
นศู
นย์
กลางการปกครองอี
กแห่
งหนึ
งของชาวไทใหญ่
อี
กด้
วย(สถาบั
นวิ
จั
สั
งคม,2551: 26) ในปี
พ.ศ.1871 สมั
ยพระยาแสนภู
กษั
ตริ
ย์
ล้
านนา ได้
กาหนดให้
เม
ืื
องปายเป็
เมื
องขึ
นของพั
นนาทั
บป้
องของเมื
องเชี
ยงแสน และเจ้
าลกซึ
งเป็
นราชบุ
ตรของพระเจ้
าสามฝั ่
งแกนถู
เณรเทศมาอยู ่
เมื
องยวมใต้
และในปี
พ.ศ.1984ได้
กลั
บไปชิ
งราชบั
ลลั
งค์
และสถาปนาตนเองขึ
นเป็
กษั
ตริ
ย์
คื
อพระยาติ
โลกราช (สานั
กงานว ั
ฒนธรรมจั
งหว ั
ดแม่
ฮ่
องสอน, 2549 : 23-24)
ใน พ.ศ. 1984 ช่
วงสมั
ยพระเจ้
าติ
โลกราช สมั
ยนี
ได้
ทาสงครามจนได้
พื
นที่
ของ แพร่
น่
าน
หลวงพระบาง เชี
ยงรุ
ง เมื
องยอง รั
ฐฉาน เช่
น เมื
องไลคา เมื
องนาย เมื
องสี
ป้
อ เมื
องยองห้
วย เป็
นต้
และได้
กวาดต้
อนครอบครั
วชาวไทใหญ่
หนึ
งเข้
ามาไว้
ในล้
านนา (สรั
สวดี
อ๋
องสกุ
ล, 2529 : 143)
และใน พ.ศ.1985-2030 สมั
ยพระยาติ
โลกราช มี
ความต้
องการแรงงานของชาวไทใหญ่
มาไว ้
ใน
ดิ
นแดน ล้
านนา การแผ่
อานาจลงใต้
ของกษั
ตริ
ย์
เชี
ยงใหม่
พระองค์
นี
ก่
อให้
เกิ
ดการสู
ญเสี
ยแรงงาน
มากโดยเฉพาะการตอบโต้
จากอยุ
ธยา ดั
งนั
นเมื่
อพระองค์
ขยายอานาจไปย ั
งดิ
นแดนไทใหญ่
ในปี
พ.ศ. 2005 พระองค์
จึ
งได้
กวาดต้
อนแรงงานชาวไทใหญ่
มาไว ้
จานวนหนึ
ง และได้
เข้
าไปเกี่
ยวข้
องกั
กรณี
พิ
พาทที่
เกิ
ดขึ
นในหมู ่
ผู
ปกครองเขตตอนบนด้
วยกั
น ผู
ปกครองเมื
องตุ
กตู
และเมื
องเชี
ยงทอง
ได้
มาขอร้
องให้
พระยาติ
โลกราชยกทั
พไปตี
เมื
องนาย และในปี
พ.ศ.2066 สมั
ยพระเมื
องแก้
วเกิ
ดการ
แย่
งชิ
งเชี
ยงตุ
งระหว่
างพ่
อท้
าวเชี
ยงคงกั
บพระยาหิ
น เป็
นเหตุ
ให้
กองทั
พล้
านนาต้
องสู
รบกั
บกองทั
ไทใหญ่
เพี
ยงเพื่
อช่
วยเหลื
อคู
กรณี
ที่
หนี
มาพึ
งพาแต่
ละฝ่
าย (สถาบั
นวิ
จั
ยสั
งคม,2551: 27-28)
ในช่
วงปี
พ.ศ.2038-2068 สมั
ยพระเมื
องแก้
วการตั
งถิ ่
นฐานของผู
อพยพชาวไทใหญ่
อาจ
ขึ
นอยู ่
กั
บพระราชวิ
นิ
จฉั
ยขององค์
กษั
ตริ
ย์
เอง ซึ
งพระเมื
องแก้
วกาหนดให้
ผู
อพยพไปอยู ่
อาศั
ยที่
พั
นนาทะกาน เก้
าช่
อง เมื
องพร้
าว และอี
กส่
วนหนึ
งถู
กแบ่
งไปที่
เมื
องฝาง และเมื
องครอง และ
สั
นนิ
ษฐานว่
าการอพยพเข้
าไปอยู ่
ในเมื
องใดของชาวไทใหญ่
ก็
คงกลายเป็
น “ไพร่
เมื
อง” ของขอบเขต
นั
นไปโดยปริ
ยาย แต่
บางกรณี
การอพยพของชาวไทใหญ่
ไม่
ได้
เป็
นการเข้
ามาอยู ่
รวมกั
นกั
บชุ
มชน