27
หากมองในลั
กษณะของตั
วบุ
คคลแล้
ว คน ๆ หนึ
่
งได้
รั
บการขั
ดเกลาทางสั
งคมในว ั
ฒนธรรมแบบ
หนึ
่
งต้
องเข้
าไปสู ่
ว ั
ฒนธรรมแบบใหม่
ที่
ต่
างไปจากเดิ
มและต้
องมี
ปฎิ
สั
มพั
นธ์
กั
บสิ ่
งแวดล้
อมใหม่
นั
้
น
เป็
นระยะเวลายาวนาน กระบวนการขั
ดเกลาทางสั
งคมจะเกิ
ดขึ
้
นอี
กครั
้
งเป็
นการเรี
ยนรู
้
ที่
จะปรั
บตั
ว
ให้
เข้
ากั
บว ั
ฒนธรรมนั
้
นหรื
อเรี
ยกว่
า “Acculturation” คนคนนั
้
นจะเริ ่
มค้
นหาวิ
ธี
คิ
ดและพฤติ
กรรม
ในรู
ปแบบใหม่
และจะสร้
างการปรั
บตั
วขึ
้
นอย่
างค่
อยเป็
นค่
อยไปสาหรั
บการจั
ดการเรื่
องการใช้
ชี
วิ
ตประจาว ั
นนั
้
นจะต้
องเสาะหาความเหมื
อนและความแตกต่
างในสิ ่
งแวดล้
อมใหม่
ซึ
่
งจะทาให้
รู
้
สึ
ก
คุ
้
นเคยและเกิ
ดการยอมรั
บบรรทั
ดฐานและค่
านิ
ยมบางประการของสั
งคมเจ้
าบ้
านในขณะที่
กระบวนการขั
ดเกลาทางสั
งคมเกิ
ดขึ
้
นอี
กครั
้
งเพื่
อปรั
บตั
วให้
เข้
ากั
บว ั
ฒนธรรมใหม่
ว ั
ฒนธรรมเดิ
ม
บางอย่
างจะถู
กลื
มไปอย่
างน้
อยที่
สุ
ดก็
ในเรื่
องการตอบสนองต่
อเหตุ
การณ์
ที่
ต่
างไปจากเดิ
ม
กระบวนการออกจากว ั
ฒนธรรมเดิ
มนี
้
เรี
ยกว่
า “Deculturation” แก่
นหลั
กของการปรั
บตั
วทาง
ว ั
ฒนธรรมคื
อ การเปลี่
ยนแปลงทั
้
งพฤติ
กรรรมส่
วนบุ
คคล และพฤติ
กรรมทางสั
งคม เรามั
กจะ
พบว่
า การเปลี่
ยนแปลงนี
้
อาจเป็
นการปรั
บตั
วเองให้
เหมาะสมกั
บสภาพแวดล้
อมใหม่
หรื
อ
เปลี่
ยนแปลงบางส่
วนของสภาพแวดล้
อมให้
เหมาะสมกั
บความต้
องการ (เมตตา วิ
ว ั
ฒนานุ
กู
ล, 2548)
กล่
าวได้
ว่
า การปรั
บปรนทางว ั
ฒนธรรมในมุ
มมองของผู
้
วิ
จั
ยนั
้
นหมายถึ
ง การที่
ปั
จเจกชน
จนถึ
งสั
งคม ชุ
มชนรู
้
จั
กการปรั
บเปลี่
ยน หรื
อปรั
บปรุ
งตนเองในวิ
ถี
ชี
วิ
ตหรื
อกิ
จกรรมทางว ั
ฒนธรรม
ที่
เคยปฏิ
บั
ติ
มาก่
อนเพื่
อให้
ทั
นต่
อสิ ่
งใหม่
ๆ อั
นเกิ
ดจากการได้
รั
บอิ
ทธิ
พลจากสิ ่
งแวดล้
อม หรื
อวิ
ธี
คิ
ด
วิ
ธี
ปฏิ
บั
ติ
ใหม่
ๆ แบบค่
อยเป็
นค่
อยไป หรื
ออย่
างผสมกลมกลื
นกั
บสิ ่
งที่
เคยคิ
ดเคยปฏิ
บั
ติ
มาแล้
ว
2.2.5.2 การปรั
บตั
ว
(Adaptation)
การปรั
บตั
ว หมายถึ
ง การที่
ปั
จเจกบุ
คคลหรื
อกลุ
่
มมี
การปรั
บ
พฤติ
กรรมของตนให้
เข้
ากั
นได้
หรื
ออยู ่
ร่
วมกั
นอย่
างมี
ความสุ
ขในชี
วิ
ต อาทิ
ชายและหญิ
งแต่
งงานกั
น
จาเป็
นต้
องปรั
บตั
วให้
เข้
ากั
นตามความต้
องการของอี
กฝ่
ายหนึ
่
ง เพื่
อให้
สามารถอยู ่
ร่
วมกั
นได้
ทั
้
งนี
้
การปรั
บตั
วอาจนาไปสู ่
การเปลี่
ยนแปลง เช่
น กรณี
ผู
้
อพยพจากถิ ่
นอื่
นเข้
ามาอยู ่
ในสั
งคมเป็
นจานวน
มากย่
อมก่
อให้
เกิ
ดพฤติ
กรรมกลุ
่
มขึ
้
น อาจทาให้
ความตึ
งเครี
ยดและเป็
นศั
ตรู
กั
นระหว่
างกลุ
่
มได้
ทา
ให้
กลุ
่
มชนที่
มี
อยู ่
มาแต่
เดิ
มต้
องปรั
บตั
ว เพื่
อรั
บกลุ
่
มใหม่
ขณะเดี
ยวกั
นกลุ
่
มใหม่
ก็
ต้
องปรั
บเปลี่
ยน
แบบการดารงชี
วิ
ตและแนวคิ
ดด้
วยเช่
นกั
น เพื่
อให้
เกิ
ดการยอมรั
บระหว่
างกั
น ลั
กษณะนี
้
จะส่
งผลให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงทางสั
งคมและว ั
ฒนธรรมไปด้
วย (ผ่
องพรรณ มณี
รั
ตน์
,
2521
) และ
การปรั
บตั
ว จะต้
องดู
ว่
าอะไรดี
หรื
อไม่
ดี
จากทั
้
งภายในและภายนอก ที่
ว่
าภายในนั
้
นคื
อ การรู
้
จั
ก
ตนเองว่
าว ั
ฒนธรรมของคนในท้
องถิ ่
นนั
้
น คื
อสิ ่
งที่
เกิ
ดจากประสบการณ์
และความคิ
ดในด้
าน
ภู
มิ
ปั
ญญาที่
สร้
างสรรค์
และสะสมกั
นนานและดารงชี
วิ
ตอยู ่
ร่
วมกั
นที่
แล้
วมา อะไรที่
ทาให้
เกิ
ดความ
ร่
วมมื
อและอะไรที่
ทาให้
เกิ
ดความขั
ดแย ้
งหรื
ออะไรดี
หรื
อไม่
ดี
ถ้
ารู
้
แล้
วก็
สามารถอนุ
รั
กษ์
สิ ่
งที่
ดี
ที่
มี