Page 42 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

26
บุ
คคลมี
ความสามารถในการปรั
บปรุ
งตนเอง สิ ่
งแวดล้
อมและสั
งคมไปสู ่
สิ ่
งที่
ดี
ขึ
นเจริ
ญขึ
น ซึ
สอดคล้
องกั
นทั
งของเดิ
มและของใหม่
ประชาชนรวมทั
งเด็
กละเยาวชนควรรู
จั
กและเข้
าใจมรดกทาง
ว ั
ฒนธรรมของชาติ
ไทย โดยเฉพาะศิ
ลปะ ความเชื่
อ ประเพณี
ค่
านิ
ยมต่
างๆ อย่
างละเอี
ยดลึ
กซึ
ง รู
ถึ
เหตุ
และผล ความเป็
นมา ให้
รู
จั
กเลื
อกสรร ปรั
บปรุ
ง ดั
ดแปลงให้
เหมาะสม ตรงตามสภาพเดิ
มให้
มากที่
สุ
ด เรี
ยนรู
ในสิ ่
งที่
ถู
กต้
องและเป็
นจริ
ง เพื่
อจะได้
เป็
นพื
นฐานในการสร้
างอนาคต ที่
ผ่
านมานั
เราเรี
ยนละเอี
ยดของประว ั
ติ
ศาสตร์
มาก แต่
ละเลยปั
จจุ
บั
น ส่
วนอนาคตนั
นแทบไม่
คานึ
งเลย การปรั
ปรนว ั
ฒนธรรมมี
ความสาคั
ญ ทั
งนี
เพราะสภาพเศรษฐกิ
จสั
งคมของชาติ
ได้
เจริ
ญก้
าวหน้
าในระดั
หนึ
ง แต่
มี
ผลกระทบต่
อการเปลี่
ยนแปลงในวิ
ถี
ชี
วิ
ตของคนไทย เกิ
ดอานาจว ั
ตถุ
นิ
ยม ทาให้
เกิ
ดความ
ขั
ดแย ้
งทางด้
านมโนทั
ศน์
และค่
านิ
ยม รวมทั
งบทบาทหน้
าที่
ของบุ
คคลและสถาบั
น มี
ผลให้
ระบบ
โครงสร้
าง แบบแผนประเพณี
ดั
งเดิ
มที่
ดี
งามต้
องแปรเปลี่
ยนไป (สานั
กงานคณะกรรมว ั
ฒนธรรม
แห่
งชาติ
, 2535)
ในทานองเดี
ยวกั
น การปรั
บปรนทางว ั
ฒนธรรมเป็
นสภาวการณ์
หนึ
งของว ั
ฒนธรรมที่
เกิ
จากว ั
ฒนธรรมต่
างสั
งคมมากระทบกั
น โดยการที่
บุ
คคลจากว ั
ฒนธรรมที่
แตกต่
างกั
นมาติ
ดต่
อกั
และมี
ผลให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงว ั
ฒนธรรมต่
าง ๆ ในระบบว ั
ฒนธรรมดั
งเดิ
มของกลุ
มหนึ
ง หรื
อทั
สองกลุ
ม การปรั
บปรนทางว ั
ฒนธรรมจะเกิ
ดขึ
นในสภาวะแห่
งความสอดคล้
อง (Strain to
Consistency) ซึ
งเป็
นจุ
ดที่
เกิ
ดความพอดี
หรื
อสมดุ
ลกั
น (จานงค์
อดิ
ว ั
ฒนสิ
ทธิ
และคณะ, 2540)
นอกจากนั
นการปรั
บปรนทางสั
งคมและว ั
ฒนธรรม ย ั
งมี
ลั
กษณะเคลื่
อนไหวเป็
นกระแส
ไม่
หยุ
ดนิ ่
งในสั
งคมโดยทั ่
วไป รวมถึ
งสั
งคมไทยได้
ถู
กกระแสว ั
ฒนธรรมภายนอกตามสากลนิ
ยม
ผลั
กดั
นให้
ปรั
บเปลี่
ยนความคิ
ด ระบบการผลิ
ต และการบริ
โภค ท่
าที
และความเชื่
อเกี่
ยวกั
บชี
วิ
ต ใน
อั
ตราความเร็
วที่
มี
อั
นตราย มี
ความเสี่
ยงมากกว่
าแต่
ก่
อนมาก การมี
สานึ
กร่
วมเกี่
ยวกั
บภู
มิ
ปั
ญญาของ
เราเองในแผ่
นดิ
นนี
จึ
งเป็
นปรากฏการณ์
ที่
พิ
จารณาได้
ว่
าเป็
นพลั
งตอบโต้
ความเปลี่
ยนแปลงตาม
กระแสโลกาภิ
ว ั
ตน์
อย่
างชั
ดแจ้
งไม่
ว่
าจะเป็
นยุ
คใดสมั
ยใดก็
ตาม ก็
มี
การต่
อสู
เพื่
อปรั
บปรนว ั
ฒนธรรม
ให้
เข้
ากั
บปั
ญหาหรื
อความจาเป็
นใหม่
ๆทางเศรษฐกิ
จ สั
งคมและเทคนิ
ควิ
ทยาการต่
างๆที่
ทุ
กคนมี
ส่
วนร่
วม ทั
งนี
เพราะทุ
กคนในสั
งคมเป็
นเจ้
าของว ั
ฒนธรรม รั
ฐจะเป็
นเจ้
าของและกาหนดว ั
ฒนธรรม
ขึ
นเองไม่
ได้
การให้
การศึ
กษาแก่
ปวงชนช่
วยเร่
งตลอดทั
งเอื
อต่
อการถ่
ายทอดว ั
ฒนธรรม (Cultural
Transmission) ให้
ทั
นต่
อความเปลี่
ยนแปลงของโลก ให้
มี
คุ
ณธรรม ศี
ลธรรม เป็
นการย
าเตื
อนสติ
และ
เหนี่
ยวรั
งการเอารั
ดเอาเปรี
ยบซึ
งกั
นและกั
น รวมทั
งการล้
างผลาญทรั
พยากรธรรมชาติ
(เอกวิ
ทย์
ณ ถลาง, 2534)
อย่
างไรก็
ตาม การปรั
บปรนทางว ั
ฒนธรรมของชุ
มชนต่
อบริ
บททางสั
งคมที่
เกิ
ดขึ
นใหม่
นั
น จะเกี่
ยวข้
องกั
บการปรั
บตั
วของบุ
คคลที่
จะให้
ตนเองสามารถอยู ่
ในภาวการณ์
ที่
เกิ
ดขึ
นใหม่
ได้