22
ส่
วนการเปลี่
ยนแปลงทางว ั
ฒนธรรม คื
อการเปลี่
ยนแปลงวิ
ถี
การดาเนิ
นชี
วิ
ตและ
พฤติ
กรรมที่
บุ
คคลในสั
งคมได้
เคยประพฤติ
ปฏิ
บั
ติ
ต่
อกั
นมาเป็
นระยะเวลานาน ไปสู ่
แบบแผนใหม่
ที่
ย ั
งไม่
เคยชิ
นมาก่
อน ในปั
จจุ
บั
นนี
้
ว ั
ฒนธรรมที่
เปลี่
ยนแปลงไปอย่
างเห็
นได้
ชั
ด โดยที่
มนุ
ษย์
เองนั
้
น
ไม่
ได้
รู
้
สึ
กถึ
งการเปลี่
ยนแปลงนั
้
นเลยไม่
มี
ใครสนใจว่
าใครเป็
นผู
้
สร้
างสิ ่
งต่
างๆขึ
้
น ใครเป็
นผู
้
ริ
เริ ่
ม
ระบบพฤติ
กรรมและใครเป็
นผู
้
ทาให้
แฟชั ่
นน่
าสนใจ ผู
้
คนได้
ให้
ความสนใจกั
บการเปลี่
ยนแปลง
เหล่
านี
้
เพี
ยงเล็
กน้
อยเท่
านั
้
น แต่
ก็
ประพฤติ
ปฏิ
บั
ติ
ตามกั
นมาโดยไม่
รู
้
ตั
ว การเปลี่
ยนแปลงเป็
นพลว ั
ต
(Dynamics) ซึ
่
งผู
้
ที่
ต้
องการเปลี่
ยนแปลงก็
คื
อผู
้
ที่
หว ั
งให้
เกิ
ดการเคลื่
อนไหวแล้
วมี
ผลดี
ขึ
้
นกว่
าสภาพ
เดิ
มที่
ตนประสบอยู ่
แต่
ก็
ไม่
แน่
เสมอไปการเปลี่
ยนแปลงจะได้
ผลในทิ
ศทางดี
ขึ
้
นอย่
างเดี
ยว
เปลี่
ยนแปลงแล้
วอาจจะอยู ่
ที่
เดิ
ม หรื
อเปลี่
ยนแปลงแล้
วอาจจะเลวลงก็
ได้
การเปลี่
ยนแปลงแล้
วดี
ขึ
้
น
เรี
ยกว่
า การพั
ฒนา (Development) และนิ
ยพรรณ (พลว ั
ฒนะ) วรรณศิ
ริ
(2550) ได้
ชี
้
ให้
เห็
นถึ
งปั
จจั
ย
ที่
ก่
อให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงทางว ั
ฒนธรรม ได้
แก่
1. ขบวนการทางจิ
ตวิ
ทยา ได้
แก่
การรั
บรู
้
(Perceiving) แบ่
งได้
เป็
น 2 ระดั
บ
1.1 การรั
บรู
้
โดยไม่
รู
้
ตั
ว (Subliminal Perception) ได้
แก่
การที่
คนเรารั
บความรู
้
สึ
กที่
คล้
ายกั
น และแสดงพฤติ
กรรมที่
ใกล้
เคี
ยงกั
นโดยไม่
รู
้
ตั
ว การเปลี่
ยนแปลงนั
้
นมี
สาเหตุ
จากภายนอก
เป็
นการเปลี่
ยนแปลงที่
เป็
นรู
ปธรรมและเป็
น ปฏิ
สั
มพั
นธ์
ทางสั
งคม (Social Interaction) ซึ
่
งจะมี
ผล
ต่
อการเปลี่
ยนแปลงว ั
ฒนธรรมในที่
สุ
ด
1. 2 การรั
บรู
้
กึ
่
งรู
้
ตั
ว (Marginal Perception) ได้
แก่
การรั
บรู
้
สิ ่
งต่
างๆ รอบตั
วมนุ
ษย์
โดยรู
้
ตั
วว่
าอะไรเป็
นอะไร แต่
ก็
ไม่
แสดงออกเปิ
ดเผยถึ
งการรั
บรู
้
นั
้
นๆ ทั
้
งนี
้
เป็
นเพราะไม่
ใส่
ใจเท่
าใด
นั
กมี
ผลให้
เกิ
ดข้
อมู
ลเพื่
อปรั
บเปลี่
ยนในพฤติ
กรรมต่
างๆได้
2. ประสบการณ์
ที่
ผ่
านมานานจนลื
มไปแล้
ว ในบ้
างครั
้
งที่
เราได้
ผ่
านประสบการณ์
อย่
าง
ใดอย่
างหนึ
่
งนานมาแล้
วจนลื
มนึ
กถึ
งมั
น แต่
มั
นจะมี
ผลต่
อพฤติ
กรรมของเราบางครั
้
งเราก็
ลอกเลี
ยนแบบพฤติ
กรรมทางสั
งคมมาเป็
นตั
วตนและมั
กจะลื
มไปว่
าเป็
นส่
วนที่
รั
บผู
้
อื่
นมา
ประสบการณ์
ในอดี
ตที่
คิ
ดว่
าลื
มเหล่
านี
้
อาจจะถู
กนามาเป็
นแบบบอย่
างของพฤติ
กรรมใหม่
ๆ และการ
เปลี่
ยนแปลงวิ
ถี
การดาเนิ
นชี
วิ
ตในสั
งคมและว ั
ฒนธรรมโดยไม่
มี
การนามาดั
ดแปลงให้
เข้
ากั
บยุ
คสมั
ย
เพื่
อความเหมาะสมในแต่
ละสถานการณ์
และสภาพแวดล้
อม ทาให้
เกิ
ดมี
พฤติ
กรรมปรั
บปรุ
งมาใช้
ใน
สั
งคมหลากหลายมากขึ
้
น
3. การเรี
ยนรู
้
การเรี
ยนรู
้
ประสบการณ์
ต่
างๆ และการปรั
บตั
วให้
เข้
ากั
บสถานการณ์
แวดล้
อมเป็
นมู
ลเหตุ
เบื
้
องต้
นที่
ทาให้
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงพฤติ
กรรม มั
กจะปฏิ
บั
ติ
ตามเงื่
อนไขของ
สั
งคมอยู ่
เสมอด้
วยการเรี
ยนรู
้
สิ ่
งแปลกใหม่
และประพฤติ
ปฏิ
บั
ติ
ตาม การปฏิ
บั
ติ
ซ
้
าๆการ