Page 28 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

12
ที่
ทาให้
เจริ
ญงอกงามแก่
หมู ่
คณะ(ราชบั
ณฑิ
ตยสถาน, 2539) ว ั
ฒนธรรมจึ
งเป็
นสิ ่
งที่
มนุ
ษย์
เปลี่
ยนแปลงปรั
บปรุ
งหรื
อผลิ
ตกั
นสร้
างขึ
น เพื่
อความเจริ
ญงอกงามในส่
วนรวม ถ่
ายทอดกั
นไว ้
เอาอย่
างกั
นไว ้
รวมทั
งผลิ
ตผลของส่
วนร่
วมที่
มนุ
ษย์
ได้
เรี
ยนรู
มาจากคนแต่
ก่
อนสื
บทอดเป็
ประเพณี
กั
นมา ตลอดจนความรู
สึ
ก ความคิ
ดเห็
น และกิ
ริ
ยาอาการ หรื
อการกระทาใด ๆ ของ
มนุ
ษย์
ในส่
วนรวมลงรู
ปแบบพิ
มพ์
เดี
ยวกั
น และสาแดงออกมาได้
ปรากฏเป็
นภาษา ศิ
ลปะ ความ
เชื่
อถื
อ ระเบี
ยบประเพณี
เป็
นต้
น (พระยาอนุ
มานราชธน, 2507) ว ั
ฒนธรรมเป็
นผลจากระบบ
ความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมนุ
ษย์
กั
บมนุ
ษย์
มนุ
ษย์
กั
บสั
งคม และมนุ
ษย์
กั
บธรรมชาติ
จาแนกออกเป็
น 3
ด้
าน คื
อ จิ
ตใจ สั
งคมและว ั
ตถุ
มี
การสั ่
งสมและสื
บทอดจากคนรุ
นหนึ
งไปสู ่
คนอี
กรุ
นหนึ
ง จากสั
งคม
หนึ
งไปสู ่
อี
กสั
งคมหนึ
งจนกลายเป็
นแบบแผนที่
สามารถเรี
ยนรู
และก่
อให้
เกิ
ดผลิ
ตกรรมและผลิ
ตผล
ทั
งที่
เป็
นรู
ปธรรมและนามธรรม อั
นควรค่
าแก่
การวิ
จั
ย อนุ
รั
กษ์
ฟื
นฟู
ถ่
ายทอด เสริ
มสร้
างเอตทั
คคะ
และแลกเปลี่
ยน เพื่
อสร้
างดุ
ลยภาพแห่
งความสั
มพั
นธ์
ระหว่
างมนุ
ษย์
สั
งคม และธรรมชาติ
ซึ
งจะช่
วย
ให้
มนุ
ษย์
สามารถดารงชี
วิ
ตอย่
างมี
สุ
ข สั
นติ
สุ
ข และอิ
สรภาพ อั
นเป็
นพื
นฐานแห่
งอารยธรรมของ
มนุ
ษยชาติ
(สานั
กงานคณะกรรมการว ั
ฒนธรรมแห่
งชาติ
, 2535)
อั
ตลั
กษณ์
ทางว ั
ฒนธรรม หมายถึ
ง ความรู
สึ
กของกลุ
มหรื
อว ั
ฒนธรรมร่
วมของกลุ
ม หรื
การที่
ปั
จเจกชนมี
อิ
ทธิ
พลหรื
อได้
รั
บการยอมรั
บจากว ั
ฒนธรรมของกลุ
มนั
น ๆ การยอมรั
บว ั
ฒนธรรม
ของกลุ
มคนย ั
งมี
ความเกี่
ยวเนื่
องกั
บเรื่
องของบรรทั
ดฐานทางสั
งคม (Norms) ซึ
งบุ
คคลต้
องสามารถ
ยอมรั
บความเป็
นเอกลั
กษณ์
หรื
ออั
ตลั
กษณ์
เฉพาะของกลุ
มนั
นให้
ได้
และความสาคั
ญของการสร้
าง
อั
ตลั
กษณ์
ทางว ั
ฒนธรรม จะทาให้
เห็
นความแตกต่
างและความหลากหลายทางชาติ
พั
นธุ
ทั
งนี
ความ
แตกต่
างดั
งกล่
าวนั
นควรได้
รั
บการยอมรั
บมากกว่
าทาการตาหนิ
หรื
อเกิ
ดความขั
ดแย ้
งระหว่
างกลุ
คน เพราะเกิ
ดจากความแตกต่
างและการไม่
ยอมรั
บในว ั
ฒนธรรมเฉพาะของกลุ
มนั
นๆ นอกจากนี
การยอมรั
บในอั
ตลั
กษณ์
ทางว ั
ฒนธรรมของกลุ
มจะทาให้
บุ
คคลได้
รั
บการยอมรั
บเข้
าร่
วมเป็
นสมาชิ
ของกลุ
มได้
ง่
ายมากขึ
น (เว็
บไซต์
http://gotoknow.org/file/pinittas/Chapter2new.dot)
นอกจากนั
นอั
ตลั
กษณ์
ทางว ั
ฒนธรรม ย ั
งเป็
นวิ
ถี
ชี
วิ
ตร่
วมกั
นของกลุ
มชนในสิ ่
งแวดล้
อม
หนึ
ง ๆ เนื่
องจากสิ ่
งแวดล้
อมแตกต่
างกั
นออกไปในแต่
ละแห่
ง ว ั
ฒนธรรมชุ
มชนและท้
องถิ ่
นจึ
งมี
ความหลากหลายในชุ
มชนและท้
องถิ ่
นมี
ปั
จจั
ยหรื
อ“ทุ
นชี
วิ
ต” ในรู
ปต่
าง ๆ เช่
น ทุ
นทางสิ ่
งแวดล้
อม
และทรั
พยากรธรรมชาติ
ทุ
นทางสั
งคม หรื
อการอยู ่
ร่
วมกั
น ทุ
นทางว ั
ฒนธรรม และทุ
นทางศาสน
ธรรม เป็
นต้
น ทุ
นเหล่
านี
ช่
วยให้
การดารงชี
วิ
ตเป็
นไปได้
อย่
างมี
ความสมดุ
ล (ประเวศ วะสี
, 2545)
และว ั
ฒนธรรม เกิ
ดขึ
นจากความเป็
นมนุ
ษย์
ที่
จะต้
องอยู ่
รวมกั
นเพื่
อสามารถให้
ดารงอยู ่
ได้
และการ
อยู ่
ร่
วมกั
นก็
ต้
องมี
การสร้
าง และสิ ่
งที่
มนุ
ษย์
สร้
างขึ
นเพื่
อให้
ดารงอยู ่
ร่
วมกั
นให้
ได้
นั
นคื
อสิ ่
งที่
เรี
ยกว่
ว ั
ฒนธรรม ซึ
งจะแตกต่
างกั
นออกไปตามสภาพของสั
งคมที่
ทาให้
แต่
ละสั
งคม ซึ
งลั
กษณะเด่
นของแต่