Page 269 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๒๕๑
มาเป็
นต้
นของเจตนาในการสร้
างวั
ดชั
นหลั
งสื
บมา จะสมมตเรี
ยกโดยย่
อต่
อไปในอธิ
บายว่
าวั
ดพระเจดี
ย์
อย่
าง ๑ วั
ดอนุ
สาวรี
ย์
อย่
าง ๑
องค์
ประกอบที่
สํ
าคั
ญที่
๒ คื
อพระธรรมประกอบด้
วย ๒ ลั
ทธิ
คื
อ หิ
นยาน และมหายานซึ่
งการ
เข้
ามาทั
งสองลั
ทธิ
นี
สมเด็
จฯกรมพระยาดํ
ารงราชานุ
ภาพ(๒๔๗๑)ได้
ทรงอธิ
บายไว้
ดั
งนี
ชาวประเทศ( ประเทศไทย )นี
ถื
อลั
ทธิ
มหายาน พิ
เคราะห์
ดู
เจดี
ย์
สถานที่
สร้
างทางฝ่
ายตะวั
นออก
เนื่
องมาจนตอนกลางประเทศไทย เช่
นโบราณวั
ตถุ
ที่
ปรากฏอยู
ณ เมื
องพิ
มายและเมื
องลพบุ
รี
เป็
นต้
ได้
แบบอย่
างมาจากประเทศกั
มพู
ชา พึ
งเห็
นได้
เช่
นทํ
าพระปรางค์
แทนทํ
าพระสถู
ปเจดี
ย์
และมั
กมี
ระเบี
ยงล้
อมรอบ โบราณวั
ตถุ
ที่
สร้
างทางข้
างใต้
เช่
นที่
เมื
องไชยาเก่
ามั
กทํ
าเป็
นรู
ปมณฑป ทํ
ารู
ปพระ
เจดี
ย์
เป็
นยอดเช่
นเดี
ยวกั
บพวกมหายานสร้
างทางเกาะชวา สั
นนิ
ษฐานว่
ามาถึ
งสมั
ยชั
นนี
พระบรมธาตุ
จะหายากกว่
าแต่
ก่
อน ประกอบด้
วยเกิ
ดมี
พระพุ
ทธรู
ปและรู
ปพระโพธิ
สั
ตว์
สํ
าหรั
บบู
ชากั
นแพร่
หลาย จึ
เปลี่
ยนความนิ
ยมสร้
างพระพระสถู
ปที่
บรรจุ
พระบรมธาตุ
ไปเป็
นปรางค์
และมณฑปที่
ประดิ
ษฐาน
พระพุ
ทธรู
ปและรู
ปโพธิ
สั
ตว์
เป็
นหลั
กสํ
าหรั
บวั
จากคํ
าอธิ
บายของสมเด็
จฯกรมพระยาดํ
ารงราชานุ
ภาพทํ
าให้
เราทราบว่
าแต่
เดิ
มประเทศไทย
นั
บถื
อศาสนาพุ
ทธลั
ทธิ
มหายานนั
บถื
อพระพุ
ทธรู
ปและเทพ ตลอดจนพระโพธิ
สั
ตว์
แต่
ตอนหลั
งกลั
บมา
นั
บถื
อลั
ทธิ
หิ
นยานดั
งนี
วั
ดในประเทศไทยทุ
กวั
นนี
เค้
ามู
ลเกิ
ดขึ
นแต่
เมื่
อรั
บพระพุ
ทธศาสนาลั
ทธิ
หิ
นยานอย่
างลั
งกาวงศ์
มาถื
อมี
หลายอย่
าง
อย่
าง ๑ คื
อกลั
บสร้
างพระสถู
ปที่
บรรจุ
พระบรมธาตุ
เป็
นหลั
กวั
ดตามเดิ
ด้
วยพวก
ลั
งกาตั
งตํ
าราพระธาตุ
ว่
าอาจจะรู
ได้
ด้
วยลั
กษณะ และพึ
งหาได้
ในลั
งกาทวี
เป็
นเหตุ
ให้
กลั
บหาพระ
บรมธาตุ
ได้
ง่
ายขึ
นก็
เกิ
ดนิ
ยมกั
นแพร่
หลาย อี
กอย่
าง ๑
เกิ
ดมี
โบสถ์
และมี
พั
ทธสี
มา เหตุ
ด้
วยพระสงฆ์
ก็
มี
หลายหมู
คณะและถื
อลั
ทธิ
ต่
างๆกั
นเป็
นข้
อรั
งเกี
ยจที่
จะทํ
าสั
งฆกรรมร่
วมกั
องค์
ประกอบที่
๓คื
อพระอารามซึ่
งจะมี
เขตพั
ทธสี
มาเป็
นที่
แสดงอาณาเขตของอาราม สมเด็
จฯ
กรมพระยาดํ
ารงราชานุ
ภาพ(๒๔๗๑)ได้
ทรงอธิ
บายไว้
ดั
งนี
เมื่
อมี
จํ
านวนพระภิ
กษุ
สงฆ์
มากขึ
นตั
งแต่
ในครั
งพุ
ทธกาล จะเรี
ยกมาประชุ
มพร้
อมกั
นให้
ได้
หมด
เป็
นการลํ
าบาก จึ
งได้
เกิ
ดกํ
าหนดสี
มาเช่
น เอาท้
องที่
อํ
าเภอหนึ่
งเป็
นเขต เวลามี
การเรี
ยกประชุ
มก็
เรี
ยก
แต่
พระสงฆ์
ซึ่
งอยู
ในเขตอํ
าเภอนั
นประชุ
มพร้
อมกั
น พระสงฆ์
ที่
ไปอยู
ในอํ
าเภออื่
นใด ก็
ประชุ
มพร้
อมกั
ในอํ
าเภอนั
นๆ ครั
นพระพุ
ทธศาสนารุ่
งเรื
องมี
จํ
านวนพระสงฆ์
มากขึ
น ก็
ต้
องร่
นเขตสี
มาให้
เล็
กเข้
าเพื่
สะดวกแก่
การประชุ
ม จนถึ
งกํ
าหนดเขตสี
มาในวั
ดอั
นหนึ่
งอั
นเดี
ยว สร้
างโบสถ์
เป็
นที่
ทํ
าสั
งฆกรรม