๒๕๐
อั
นวั
ดเป็
นที่
พระสงฆ์
อยู
่
ประจํ
าเกิ
ดมี
ขึ
้
นในอิ
นเดี
ยต่
อชั
้
นหลั
ง ว่
าตามโบราณวั
ตถุ
ที่
ตรวจพบ มั
ก
สร้
างกุ
ฏิ
สงฆ์
ขึ
้
นในบริ
เวณมหาพุ
ทธเจดี
ยสถาน ดั
งเช่
นที่
ในบริ
เวณพระธรรมิ
กะเจดี
ย์
ณ ตํ
าบล
มฤคทายวั
น แขวงเมื
องพาราณสี
ซึ่
งเป็
นที่
พระพุ
ทธองค์
ทรงแสดงปฐมเทศนานั
้
นเป็
นต้
น หรื
อมิ
ฉะนั
้
นก็
ทํ
าเป็
นที่
สํ
าหรั
บบํ
าเพ็
ญสมณธรรมไว้
ในถํ
้
า เช่
นที่
ถํ
้
าแอลลอรา ในแขวงไฮดาระบั
ดเป็
นต้
น ในที่
เช่
น
กล่
าวมามี
รอยรากกุ
ฏิ
และห้
องที่
สํ
านั
กสงฆ์
ปรากฏอยู
่
เป็
นอั
นมาก ในประเทศไทยนี
้
ก็
ที
คล้
ายกั
น เช่
นที่
ลานพระปฐมเจดี
ย์
ข้
าพเจ้
า( หมายถึ
งสมเด็
จฯกรมพระยาดํ
ารงราชานุ
ภาพ)ได้
ลองขุ
ดเนิ
นดิ
นดู
แห่
ง
หนึ่
งที่
ริ
มถนนขวาขององค์
พระ ก็
พบรากกุ
ฏิ
พระสงฆ์
แต่
โบราณ ถํ
้
าสํ
าหรั
บบํ
าเพ็
ญสมณธรรมก็
มี
ใน
ประเทศนี
้
เช่
นที่
ถํ
้
าเขางู
จั
งหวั
ดราชบุ
รี
และถํ
้
าคู
หาสวรรค์
ถํ
้
าเขาอกทะลุ
ในจั
งหวั
ดพั
ทลุ
งเป็
นต้
น
ในอิ
นเดี
ยมี
ที่
พระสงฆ์
อยู
่
รวมกั
นแต่
โบราณอี
กอย่
างหนึ่
ง
(เห็
นจะเกิ
ดขึ
้
นเมื่
อชั
้
นเขี
ยน
พระไตรปิ
ฎกลงเป็
นตั
วอั
กษรแล้
ว) เป็
นทํ
านองมหาวิ
ทยาลั
ยสํ
าหรั
บเรี
ยนธุ
ระในพระพุ
ทธศาสนา เช่
นที่
เรี
ยกว่
าสํ
านั
กนาลั
นทะ
อยู
่
ในแขวงเมื
องปาฏลี
บุ
ตรเป็
นต้
น
ถึ
งกระนั
้
นก็
สั
นนิ
ษฐานได้
ว่
าเป็
นแต่
ที่
พระสงฆ์
อาศั
ยสํ
านั
กอยู
่
ชั่
วคราวทุ
กแห่
ง ที่
จะอยู
่
ประจํ
าในที่
แห่
งนั
้
นตั
้
งแต่
บวช หรื
อว่
ามาจากที่
อื่
นแล้
ว
เลยอยู
่
ประจํ
าในที่
แห่
งนั
้
นตลอดจนอายุ
หามี
ไม่
พระสงฆ์
ยั
งคงถื
อวั
ตตปฏิ
บั
ติ
อย่
างในครั
้
งพุ
ทธกาล คื
อ
เที่
ยวจาริ
กไปสอนพระพุ
ทธศาสนา หรื
อแสวงหาโมกขธรรมไม่
อยู
่
ประจํ
าที่
ต่
อมาอี
กช้
านาน
องค์
ประกอบของวั
ดอย่
างที่
๓ คื
อ อารามหรื
อกุ
ฎี
คื
อที่
พํ
านั
กของสงฆ์
ซึ่
งจะมี
ผู
้
มี
จิ
ตศรั
ทธาสร้
าง
ถวายสํ
าหรั
บพระพุ
ทธองค์
และพระสงฆ์
ใช้
พํ
านั
กในฤดู
จํ
าพรรษาระหว่
างหน้
าฝน บางแห่
งไม่
เป็
น
อาราม(สวน)ก็
จะเป็
นถํ
้
า นอกจากนี
้
ยั
งมี
สํ
านั
กสํ
าหรั
บศึ
กษาพระธรรมเป็
นทํ
านองมหาวิ
ทยาลั
ยสงฆ์
ดั
งนั
้
นเราจึ
งอาจจะสรุ
ปได้
ว่
าวั
ดจะมี
องค์
ประกอบสํ
าคั
ญๆอยู
่
๓ อย่
างด้
วยกั
นคื
อพระเจดี
ย์
หรื
อ
สถู
ปแทนองค์
พระพุ
ทธเจ้
าหรื
ออาจจะหมายรวมถึ
งผู
้
ที่
ควรระลึ
กถึ
งดั
งที่
สมเด็
จฯกรมพระยาดํ
ารงราชานุ
ภาพ(๒๔๗๑)ทรงอธิ
บายไว้
ดั
งนี
้
ข้
าพเจ้
าได้
เคยสงสั
ยว่
า พระปฐมเจดี
ย์
ก็
เป็
นที่
สั
กการบู
ชาแทนพระพุ
ทธเจ้
าอยู
่
แล้
ว เหตุ
ใดจึ
งมี
ผู
้
สร้
างพระเจดี
ย์
องค์
อื่
นๆต่
อออกไปในที่
ใกล้
ๆกั
นแต่
เพี
ยงนั
้
น เมื่
อได้
ตรวจดู
ตามเมื
องอื่
น ประกอบกั
บ
อ่
านเรื่
องตํ
านานพระพุ
ทธศาสนาในอิ
นเดี
ย จึ
งคิ
ดเห็
นว่
ามู
ลเหตุ
ที่
สร้
างวั
ดเห็
นจะมี
เป็
น ๒ อย่
างต่
างกั
น
แต่
ดึ
กดํ
าบรรพ์
มา คื
อ อย่
าง ๑ สร้
างเป็
นพุ
ทธเจดี
ย์
ที่
บรรจุ
พระธาตุ
ถื
อว่
าเป็
นหลั
กพระพุ
ทธศาสนาในที่
แห่
งนั
้
น อี
กอย่
าง ๑ นั
้
น คื
อในเวลาท่
านผู
้
ทรงคุ
ณธรรมในพระศาสนา เช่
นชั
้
นครู
บาอาจารย์
ที่
นั
บถื
อกั
น
ว่
าเป็
นบุ
รุ
ษพิ
เศษถึ
งมรณภาพลง เผาศพแล้
ว ผู
้
ที่
นั
บถื
อก็
ช่
วยกั
นก่
อสถู
ปบรรจุ
อั
ฐิ
ธาตุ
ตามประเพณี
ใน
อิ
นเดี
ย แต่
อุ
ทิ
ศให้
เป็
นเรื
อนพระพุ
ทธศาสนาด้
วย จึ
งเกิ
ดมี
วั
ดอื่
นๆอยู
่
ในที่
ใกล้
ๆกั
น วั
ด ๒ อย่
างดั
งกล่
าว