๒๔๘
พุ
ทธศาสนิ
กชนก็
ย่
อมพากั
นไปสั
กการบู
ชา และช่
วยกั
นพิ
ทั
กษ์
รั
กษาอยู
่
เนื
องนิ
จ ทั
้
งมี
ผู
้
เลื่
อมใสศรั
ทธา
ก่
อสร้
างเครื่
องอุ
ปกรณ์
ต่
างๆ เพิ่
มพู
นขึ
้
นตามกํ
าลั
งของประชุ
มชน ณ ที่
แห่
งนั
้
นๆ จึ
งเริ่
มเกิ
ดวั
ดขึ
้
น ณ ที่
ต่
างๆด้
วยประการฉะนี
้
วั
ดชั
้
นเก่
าที่
สุ
ดที่
ปรากฏในประเทศไทยนี
้
เช่
นพระปฐมเจดี
ย์
เป็
นต้
นก็
เกิ
ดขึ
้
นโดย
ปริ
ยายอย่
างแสดงมา
ดั
งนั
้
นเราอาจจะกล่
าวได้
ว่
าในศาสนสถานคื
อวั
ดตั
วแทนของพระพุ
ทธองค์
คื
อ สถู
ปหรื
อเจดี
ย์
ซึ่
ง
องค์
ของพระเจดี
ย์
นี
้
เป็
นแนวทางที่
จะนํ
ามาศึ
กษาถึ
งยุ
คสมั
ยของวั
ดที่
สร้
างขึ
้
นทํ
าให้
เราทราบ
ถึ
งความ
เก่
าแก่
ของวั
ดและยุ
คสมั
ยของชุ
มชน
ส่
วนประวั
ติ
ของพระธรรมนั
้
น เมื่
อพระพุ
ทธเจ้
าเสด็
จดั
บขั
นธปริ
นิ
พพานแล้
ว พระสงฆ์
พุ
ทธสาวก
ที่
เป็
นผู
้
ใหญ่
ชวนกั
นประชุ
มทํ
าการ "สั
งคายนา" รวบรวมร้
อยกรองพระวิ
นั
ยและพระธรรมซึ่
งพระพุ
ทธเจ้
า
ได้
ทรงบั
ญญั
ติ
ตรั
สสอน ท่
องบ่
นทรงจํ
าไว้
แล้
วสั่
งสอนสานุ
ศิ
ษย์
ให้
ทรงจํ
าต่
อกั
นมา ก็
แต่
การรั
กษาพระ
ธรรมนั
้
น เพราะชั
้
นเดิ
มใช้
วิ
ธี
ท่
องจํ
ามิ
ได้
จดลงเป็
นตั
วอั
กษร ท่
านผู
้
เป็
นพุ
ทธสาวกที่
ได้
เคยฟั
งพระพุ
ทธเจ้
า
ทรงสั่
งสอนย่
อมเข้
าใจพระบรมพุ
ทธาธิ
บายอยู
่
การท่
องจํ
าและการสวดสาธยายพระธรรมวิ
นั
ยเป็
นแต่
เหมื
อนอย่
างจํ
าหั
วข้
อไว้
มิ
ให้
ลื
ม
ครั
้
นจํ
าเนี
ยรกาลนานมาเมื่
อท่
านผู
้
เคยเป็
นพุ
ทธสาวกหมดตั
วไป
พระสงฆ์
ชั
้
นสานุ
ศิ
ษย์
ได้
เป็
น
คณาจารย์
สั่
งสอนสื
บต่
อกั
นหลายชั่
วบุ
รุ
ษมา ความเข้
าใจในอธิ
บายพระธรรมวิ
นั
ยก็
เกิ
ดแตกต่
างกั
น ได้
ประชุ
มสงฆ์
ทํ
าสั
งคายนาอี
กครั
้
งหนึ่
ง ความเห็
นก็
ไม่
ปรองดองกั
นได้
พระสงฆ์
ในอิ
นเดี
ยจึ
งเกิ
ดถื
อคติ
ต่
างกั
นเป็
น ๒ จํ
าพวก
คติ
พวกหนึ่
งได้
นามว่
า "เถรวาท" คื
อถื
อลั
ทธิ
แต่
ที่
เชื่
อว่
าพระเถรผู
้
เป็
นพุ
ทธสาวกได้
ทํ
า
สั
งคายนาเมื่
อครั
้
งแรก ไม่
ยอมถื
ออธิ
บายของคณาจารย์
ในชั
้
นหลั
ง
คติ
ของอี
กจํ
าพวกหนึ่
งได้
นามว่
า "อาจริ
ยวาท" คื
อถื
อทั
้
งลั
ทธิ
เดิ
มและอธิ
บายของอาจารย์
ด้
วย
พระสงฆ์
จํ
าพวกหลั
งมี
หลายคณะจํ
านวนมากกว่
าพวกก่
อน จึ
งได้
นามว่
า "มหาสั
งฆิ
กะ" อี
กอย่
างหนึ่
ง
เมื่
อพระเจ้
าอโศกมหาราชทรงอุ
ปถั
มภ์
บํ
ารุ
งพระพุ
ทธศาสนานั
้
น ทรงเลื่
อมใสพระสงฆ์
ที่
ถื
อลั
ทธิ
เถรวาท มี
พระราชประสงค์
จะกํ
าจั
ดพวกถื
อลั
ทธิ
อาจริ
ยวาทเสี
ย แต่
จํ
ากั
ดไม่
ได้
หมดด้
วยมี
มากนั
ก พระเจ้
า
อโศกจึ
งให้
ประชุ
มสงฆ์
ทํ
าสั
งคายนาพระธรรมวิ
นั
ย ตามลั
ทธิ
เถรวาทอี
กครั
้
ง ๑ นั
บเป็
นครั
้
งที่
๓ ซึ่
ง
พระสงฆ์
ท่
องบ่
นทรงจํ
าไว้
ในภาษาบาลี