๖๒
๒๐ รู
ปทํ
าผิ
ดวิ
นั
ย อาบั
ติ
สั
งฆาทิ
เลส พระพุ
ทธองค
ทรงลงโทษให
ไปบํ
าเพ็
ญเพี
ยรเจริ
ญ สมถกรรมฐาน
ทรมานอยู
ในที่
โล
งแจ
ง ท
ามกลางน้ํ
าค
างและสายหมอก ในขณะนั้
นพระเจ
าปเสนทิ
โกศลได
เห็
นความ
ทุ
กข
ยากของพระภิ
กษุ
ทั้
ง ๒๐ รู
ปก็
ทู
ลถามพระพุ
ทธเจ
าว
าพระภิ
กษุ
ที่
ถู
กทํ
าโทษตากน้ํ
าค
าง อยู
กลางแจ
งไม
มี
สิ่
งกํ
าบั
งใดๆ ได
รั
บทุ
กขเวทนาหากข
าพระพุ
ทธเจ
ามี
เจตนาศรั
ทธาจะทํ
าที
อยู
ที่
พั
กถวาย
จะเหมาะสมประการใดหรื
อไม
พระพุ
ทธเจ
าตรั
สว
าสามารถถวายได
พระเจ
าปเสนธิ
โกศลจึ
งรั
บสั่
งให
เสนออมาตย
นํ
าป
องจ
าง(สั
ปคั
บหลั
งช
าง) ไปถวายรู
ปละ ๑ ที่
จนครบและจั
ดอาหารบิ
ณฑบาตมาถวาย
ตลอดเวลาที่
พระภิ
กษุ
อยู
ปริ
วาสและมานั
ด ด
วยเหตุ
นี้
เมื่
อถึ
งเดื
อน ๒ (เหลิ
นก๋ํ
า)พระสงฆ
ได
เข
าปริ
วาส
กรรมและอยู
มานั
ต ส
วนศรั
ทธาประชาชน ก็
ถื
อโอกาสทํ
าบุ
ญทํ
าทานถวายอาหารบิ
ณฑบาตและ
เสนาสนะแด
พระสงฆ
ที่
อยู
ปริ
วาสและมานั
ตนั้
นสื
บต
อมาจนตราบเท
าทุ
กวั
นนี้
เดื
อน ๓ ไตเรี
ยกว
า “เหลิ
นสาม” ภาษาปุ
งนา (ปุ
โรหิ
ต) เรี
ยกว
า “กุ
มหย
าสี
” ภาษาพม
า
เรี
ยกว
า “ต
ะโป
ละ” ธาตุ
ปนะจํ
าราศี
คื
อวาโยธาตุ
ธาตุ
ลม กอกประจํ
าราศี
ดอกชู
ปานและดอกอิ
งแง
(ภาษาถิ่
น) เป
นฤดู
ถวายไม
ไหล(ฟ
น) ถวายข
าหย
ากุ
(ข
าวเหนี
ยวแดง) นิ
ยมทํ
าข
าวเหนี
ยวแดงถวายวั
ด
และถวายก
องโหล
ในวั
นเพ็
ญเดื
อน ๓ แต
ก
อนการทํ
าข
าหย
ากู
นึ่
งข
าวสุ
กแล
วนํ
าไปคลุ
กน้ํ
าอ
อย ถ
าทํ
า
มากคลุ
กในกระทะใหญ
ช
วยกั
นกวนหลายคนจนได
ที่
นํ
าถั่
วลิ
สงที่
กะเทาะเปลื
อกออกผสมคลุ
กเคล
า
ตอนมส
น้ํ
าอ
อยหรื
อน้ํ
าตาล แล
วขู
ดมะพร
าวโรยหน
าอี
ก บางตํ
าราคั้
นน้ํ
ากะทิ
เคี่
ยวพอมั
นแตก เอาข
าว
สุ
กที่
นั่
งมาคลุ
กน้ํ
ากะทิ
คนให
เข
ากั
นทิ้
งไว
บนเตาถ
านไฟพอสุ
กเหนี
ยวจึ
งตั
กออกใส
ถาดเอาตองทั
บ
ผิ
วหน
าให
เรี
ยบเสมอกั
น รอให
เย็
นจึ
งตั
ดเป
นก
อนสี่
หลี่
ยมขนมเป
ยกปู
นใส
ห
อไปทํ
างาน การทํ
าบุ
ญทํ
า
ทานข
าวหย
ากู
นี้
มั
กจั
ดรวมกั
นเป
นหมู
บ
าน รวมกั
นที่
บ
านใหญ
หรื
อกํ
านั
นแล
วจะมี
การใส
เกวี
ยนใส
รถ
หรื
อแบกหาม ถ
าขบวนใหญ
ตี
ฆ
องกลอง แห
ไปแจกภายในหมู
บ
านโดยทั่
วถึ
งกั
น
การทํ
าบุ
ญถวายกองโหลพารา คื
อเอาไม
เนื้
ออ
อน มี
ไม
งิ้
ว “นุ
น” ไม
เสาไม
กฤษณา บางแห
งใช
ไม
ไผ
ขุ
ดเปลื
อกออก แล
วนํ
ามาก
อฐานสี่
เหลี่
ยมคอกหมู
ปลายแหลมขึ้
นไปเป
นรู
ปเจดี
ย
มี
ฉั
ตรเป
นยอด
ไตเรี
ยกว
า “ที
หึ่
ง” คื
อฉั
ตร ๕ ชั้
นประดั
บด
วยดอกจ
าจ
านํ
าไม
ไผ
มาขั
ดราชวั
ตทั้
งสี่
มุ
มป
กหน
อกล
วยหน
อ
อ
อย การเผากองโหลใช
ไฟม
าล
อ “บ
องไฟสั้
น”มี
ตาตรงกลางตอกดิ
นป
นทั้
งสองข
างใช
ดิ
นเหนี
ยวป
ด
เจาะรู
ชนวนทั้
งสองข
าง ผู
กเส
นลวดจากที่
เผาไปหากองโหล ห
างประมาณ ๑๐-๑๕ เมตร เมื่
อจุ
ดม
าไฟ
แล
ว ม
าไฟจะวิ่
งตามเส
นลวดไปชนสายชนวนที่
กองโหล ครั้
งสุ
ดท
าย จะไม
มี
อะไรกั้
นไว
ม
าไฟจะวิ่
งไปถึ
ง
กองโหลที่
มี
ห
อดิ
นหรื
อกองโหลสายชนวนด
านกองโหลจะติ
ดไฟ แล
วไฟนั้
นจะพุ
งเข
ากองโหลที่
มี
ห
อดิ
น
ป
นหรื
อราดด
วยน้ํ
ามั
นไฟจุ
ดลุ
กขั้
น ระหว
างแข
งม
าไฟจะมี
การตี
ฆ
องกลองสนุ
กสนาน ก
อนจุ
ดม
าไฟจะมี
พิ
ธี
ถวายกองโหลโดยต
อด
ายสายสิ
ญจน
จากกองโหลไปบนวั
ดที่
พระสงฆ
ให
ศี
ลให
พร และอนุ
โมทนา
นิ
ทานบ
อเกิ
ดประเพณี
กล
าวไว
ว
าสมั
ยหนึ่
งนานมาแล
ว ในเมื
องสาวั
ตถี
มี
มาณพเข็
ญใจคนหนึ่
ง พอถึ
ง
เดื
อน ๓ ยามหนาวเหน็
บได
เก็
บฟ
นมากองไว
ที่
ต
นทางที่
พระสงฆ
จะมาบิ
ณฑบาตในเมื
อง พอถึ
งเวลา
เช
าตรู
จะตื่
นแต
เช
ามื
อ เดิ
นทางไปยั
งกองฟ
นและก
อกองไฟที่
ต
นทางนั้
น พร
อมกั
บนิ
มนต
พระสงฆ
มาผิ
ง
ไฟให
เกิ
ดความอบอุ
นแล
วจึ
งบิ
ณฑบาต ทํ
าอย
างนี้
ทุ
กเช
าจนสิ้
นฤดู
หนาว ด
วยอานิ
สงส
แห
งการกระทํ
า
ดั
งกล
าวส
งผลให
มาณพนั้
นตายแล
วไปเกิ
ดในสวรรค
เป
นเทพบุ
ตรผู
มี
รั
ศมี
ยิ่
งใหญ
ดุ
จดวงไฟที่
สุ
ก โชติ
ช
วงชั
ชวาล เป
นที่
เคารพถื
อของเหล
าเทวดาทั้
งหลายสํ
าหรั
บการถวายข
าวหย
ากู
มี
ตํ
านานมาว
า
พระพุ
ทธเจ
าทรงประชวรด
วยโรคพระอุ
ทร ปวดๆ เสี
ยดๆ พระอานนท
ได
ออกบิ
ณฑบาตและไปพบนาง
สุ
ชาดาที่
กํ
าหลั
งหุ
งข
าวยาคู
ใส
เนยน้ํ
านม จ
าติ
โผ (ผลพลู
) เลงยาง (กานพลู
) พิ
ดซาง (ดี
ปลี
) พิ
ดป
อม