Page 16 - งานวิจัย - www.culture.go.th/research

Basic HTML Version

๑)
ส
งเสริ
มให
ประชาชนในในท
องถิ่
นเห็
นความสํ
าคั
ญของการท
องเที่
ยวที่
มี
เศรษฐกิ
จใน
สั
งคม
๒)
การพั
ฒนาการท
องเที่
ยวจะต
องขึ้
นอยู
กั
บจุ
ดประสงค
และความต
องการของชุ
มชนว
จะต
องให
เกิ
ดการเปลี่
ยนแปลงในชุ
มชนมากน
อยเพี
ยงใด
๓)
วิ
ธี
การและความถี่
ในการโฆษณาประชาสั
มพั
นธ
ทางด
านการท
องเที่
ยวได
รั
บความ
เห็
นชอบจากประชาชนในท
องถิ่
น เพราะจะเป
นเครื่
องวั
ดว
าท
องถิ่
นนั้
นๆ ต
องการ
นั
กท
องเที่
ยวประเภทใดและจํ
านวนเท
าไร
๔)
ควรมี
ความร
วมมื
อระหว
างภาครั
ฐและเอกชน ในการพยายามที่
จะทํ
าให
ท
องถิ่
น เป
สถานที่
พั
กผ
อนที่
มี
ความสมบู
รณ
และมี
คุ
ณภาพ
๕)
ในการวางแผนการท
องเที่
ยว ไม
ควรให
มี
ผลกระทบต
อประชาชนในท
องถิ่
นผู
ที่
เกี่
ยวข
องในการวางแผนจึ
งต
องมี
ความระมั
ดระวั
ง และต
องวางแผนรองรั
บในเรื่
องนี้
เอาไว
ด
วยเพื่
อที่
จะรั
กษาวั
ฒนธรรมและค
านิ
ยมของท
องถิ่
นให
คงอยู
๖)
เงิ
นลงทุ
น แรงงาน รวมทั้
งนั
กบริ
หารทางการท
องเที่
ยว ควรมาจากชุ
มชนเจ
าของถิ่
เพื่
อที่
ท
องถิ่
นจะสามารถควบคุ
มการพั
ฒนาการท
องเที่
ยวให
เป
นไปในทิ
ศทางที่
ต
องการได
๗)
ควรเป
ดโอกาสให
ชุ
มชนเข
ามามี
ส
วนร
วมในกิ
จกรรมและงานเทศกาลที่
จั
ดขึ้
นเพื่
นั
กท
องเที่
ยว
๘)
เรื่
องราว และงานเทศกาลที่
จั
ดขึ้
นในแหล
งท
องเที่
ยว จะต
องสะท
อนให
เห็
นถึ
ประวั
ติ
ศาสตร
วิ
ถี
ชี
วิ
ตความเป
นอยู
และสภาพทางภู
มิ
ศาสตร
ของท
องถิ่
๙)
ก
อนที่
จะลงมื
อพั
ฒนาการท
องเที่
ยว ควรพยายามขจั
ดป
ญหาต
างๆ ที่
เกิ
ดขึ้
นในชุ
มชน
ให
เรี
ยบร
อย
ป
จจั
ยที่
สํ
าคั
ญที่
สุ
ดในการดํ
าเนิ
นการเพื่
อวางแผนพั
ฒนาการท
องเที่
ยวก็
คื
อ ประชาชนใน
ท
องถิ่
นจะต
องเข
ามามี
ส
วนร
วมเพื่
อแสดงความคิ
ดเห็
น และแจ
งถึ
งระดั
บความต
องการในการพั
ฒนา
ชุ
มชนสู
การเป
นแหล
งท
องเที่
ยวทางวั
ฒนธรรม นอกจากนี้
การพั
ฒนาการท
องเที่
ยวทางวั
ฒนธรรมยั
ต
องอาศั
ยความร
วมมื
อทั้
งจากคนในท
องถิ่
น และเอกชน ในฐานะที่
เป
นผู
ชํ
านาญการ เพื่
อการพั
ฒนาที่
เหมาะสมกั
บชุ
มชนต
อไป
การท
องเที่
ยวเชิ
งวั
ฒนธรรม เป
นการท
องเที่
ยวเพื่
อเรี
ยนรู
ผู
อื่
น และย
อนกลั
บมามองตนเอง
อย
างเข
าใจ อาจตอบสนองออกมาในรู
ปแบบต
างๆ นอกจากนี้
การรั
บรู
อาจจะแตกต
างกั
นซึ่
งขึ้
นอยู
กั
ป
จจั
ยดั
งนี้
ป
จจั
ยที่
มี
อิ
ทธิ
พลต
อหรื
อมี
ความสั
มพั
ทธ
ต
อการเรี
ยนรู
(บั
ณฑิ
ต เมลจิ
ตร, ๒๕๔๐) แบ
งได
เป
๑)
ป
จจั
ยทางกายภาพของการรั
บรู
ได
แก
ประสาทสั
มผั
สของผู
รั
บรู
เช
น หู
ตา จมู
ก ลิ้
และอวั
ยวะสั
มผั
สอื่
นๆ
๒)
ป
จจั
ยด
านบุ
คลิ
กภาพของผู
รั
บรู
ได
แก
ทั
ศนคติ
อารมณ
ค
านิ
ยม ความต
องการ ความ
สนใจ ความพอใจ ความรู
และประสบการณ
๓)
ป
จจั
ยแวดล
อมภายนอก ได
แก
ลั
กษณะของสิ่
งเร
า ความแตกต
างของสิ่
งเร
า เช
น สิ่
งเร
าที่
มี
ความชั
ดเจน สิ่
งเร
าที่
มี
การกระทํ
าบ
อยๆ เป
นต