๓๔
๓. ระดั
บการใช้
ประโยชน์
(Utilization) ในระดั
บนี
้
ประชาชนจะยอมรั
บและใช้
ประโยชน์
จาก
บริ
การที่
กํ
าหนดไว้
ถื
อว่
าการมี
ส่
วนร่
วมในระดั
บนี
้
เป็
นการยอมรั
บบริ
การเท่
านั
้
น เช่
น การเข้
าร่
วมโครงการ
วางแผนครอบครั
ว เป็
นต้
น
ศั
นสนี
ย์
นิ
พานิ
ช (๒๕๔๒. หน้
า ๔๕)
๑. การมี
ส่
วนร่
วมแบบถู
กกระทํ
า (Passive Participation) ขั
้
นนี
้
เป็
นขั
้
นแรก จึ
งถื
อว่
าการมี
ส่
วนร่
วมในระดั
บนี
้
เป็
นที่
ยอมรั
บ (Accepting)
๒. การมี
ส่
วนร่
วมแบบสะท้
อนการกระทํ
า (Passive Reflective Participation) การมี
ส่
วนร่
วม
ประเภทนี
้
เป็
นส่
วนต่
อเนื่
องจากแบบที่
๑ โดยถื
อว่
าการมี
ส่
วนร่
วมเป็
นกิ
จกรรมทางการศึ
กษาบางประการ
หรื
อบางที
เรี
ยกว่
า การสร้
างมโนสํ
านึ
ก (Conscioustization) หรื
อการศึ
กษาแบบบู
รณาการ (Integrated
Education)
๓. การมี
ส่
วนร่
วมแบบกระตื
อรื
อร้
น (Active Participation) การมี
ส่
วนร่
วมในขั
้
นนี
้
เป็
น
กิ
จกรรมเกี่
ยวกั
บองค์
การของบุ
คคลระดั
บพื
้
นฐาน (Grass Roots) ซึ่
งผู
้
ได้
รั
บผลประโยชน์
จากองค์
การ การ
มี
ส่
วนร่
วมระดั
บนี
้
คื
อ การส่
งเสริ
ม (Promote) หรื
อการร่
วมผลั
กดั
นให้
องค์
การของพวกเขาเข้
าดํ
าเนิ
นการ
หรื
อควบคุ
มการติ
ดตามผลของโครงการ
๔. การมี
ส่
วนร่
วมแบบสะท้
อนความกระตื
อรื
อร้
น (Active/Reflective Participation) ในขั
้
นนี
้
จะเป็
นรู
ปแบบที่
ซั
บซ้
อนเสริ
มต่
อจากการมี
ส่
วนร่
วมอย่
างกระตื
อรื
อร้
น ในขั
้
นนี
้
จะเป็
นการสะท้
อนหรื
อ
ประเมิ
นเกี่
ยวกั
บข้
อจํ
ากั
ดและความหมายของโครงการภายใต้
บริ
ษั
ทระดั
บชาติ
เป็
นการเข้
าไปมี
ส่
วนร่
วม
ประเมิ
นเกี่
ยวกั
บยุ
ทธศาสตร์
ทางเลื
อกการดํ
าเนิ
นกิ
จกรม ซึ่
งเกี่
ยวกั
บลั
กษณะเฉพาะของโครงการและ
ลั
กษณะของสั
งคมทั่
วไป
แนวคิ
ดทฤษฎี
และปั
จจั
ยที
่
มี
ผลต่
อการมี
ส่
วนร่
วม
ทฤษฎี
การกระทํ
าทางสั
งคมเป็
นการอธิ
บายถึ
งพฤติ
กรรมของมนุ
ษย์
โดยมี
ทฤษฎี
ที่
เกี่
ยวข้
องในการมี
ส่
วนร่
วม (อ้
างอิ
งจาก วั
ชราภรณ์
เอี่
ยมสะอาด, ๒๕๓๘ หน้
า ๑๙-๒๑) ดั
งนี
้
๑. ทฤษฎี
ของเฮอร์
เบอร์
ก (Herzberg : ๑๙๖๖)
ทฤษฎี
สองปั
จจั
ยของ เฮอร์
วเบอร์
ก (Herzberg’s Two Factor Theory) เป็
นทฤษฎี
การจู
งใจที่
สํ
าคั
ญและได้
รั
บความสนใจในการศึ
กษาวิ
จั
ยและนํ
ามาประยุ
กต์
ใช้
ในการบริ
หารองค์
กร เช่
น Motivation-
Maintenance Theory, Dual Factor Theory เฮอร์
เบอร์
กและคณะ ได้
สรุ
ปปั
จจั
ย ๒ ประการ ที่
สั
มพั
นธ์
กั
บความพึ
งพอใจของบุ
คคล คื
อ
๑.๑ ปั
จจั
ยจู
งใจ (Motivator Factor) หมายถึ
ง ปั
จจั
ยที่
เกี่
ยวข้
องกั
บการทํ
างานโดยตรง และ
เป็
นตั
วกลางที่
สร้
างความพึ
งพอใจให้
บุ
คคลในองค์
การปฏิ
บั
ติ
งานได้
อย่
างมี
ประสิ
ทธิ
ผลมากขึ
้
น ดั
งนี
้